ค้นหาบล็อกนี้

บทสรุป artof freelancing ของ Noah Bradley ช่วงที่2(แบบสมบูรณ์)

ไม่มีความคิดเห็น:

 ตอนที่ 1

http://ift.tt/2kcI4C9

สำหรับบทนี้ก็จะเป็นการสรุป พร้อมทั้งใส่ความคิดเห็นและเนื้อหาส่วนตัวของ art of freelancing ช่วงที่ 2 ค่ะ

 1.งานชิ้นแรกของคุณ

เราต้องจำไว้ค่ะ ว่าเราทำงานชิ้นนี้เพื่อลูกค้า ไม่ใช่เพื่อความสนุกของตัวน้องเองเป็นหลัก ไม่ใช่การวาดตามใจตัวเอง แต่เป็นการวาดตามโจทย์ ที่มันจะสนุก หรือไม่สนุกก็ตามแต่ถ้าเป็นงานเลี้ยงชีพในช่วงแรกเราก็ต้องทำงานเท่าที่มี แต่ว่าอย่ารับงานมั่วซั่วค่ะ อย่างที่บอกคือ ต้องรับงานที่เราได้เติบโตในสายงานนั้นๆ และเป็นงานที่มีอนาคต ต่อยอดได้ และไม่ควรรับงานที่ทำแล้วเสีย Branding  หรือ เสียภาพลักษณ์

การทำงานรับจ้างนั้น เราไม่ได้ทำตามใจตัวเองเป็นหลัก ไม่ว่าโจทย์นั้นจะสนุกหรือไม่ เราก็ต้องทำให้ลูกค้าแฮปปี้ มีความสุขกับงานของเรา โดยไม่ต้องปวดหัวกับการที่จะมีปัญหาต่างๆนานาตามมาจากความไม่เป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้น เมื่อได้งานชิ้นแรกมา เราก็ควรจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้

เมื่อได้ชิ้นงานมาแล้ว ก่อนอื่นน้องก็ต้องอ่าน Brief ให้ดีๆ โนอาห์แนะนำว่า การทำงานที่ดี น้องควรทำให้เกินเป้าหมายที่ลูกค้าต้องการ เช่น ลูกค้าต้องการสเก็ตซ์ 4  ภาพ ให้น้องทำไปเลย 6-10 ภาพค่ะ ซึ่งเมื่ออ่าน Brief  แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ส่งเสก็ตซ์ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว บางคน(เช่น โนอาห์)ส่งให้ลูกค้าดูเสก็ตซ์เสร็จแล้วก็ไปงานไฟนอลเลย แต่บางคนนั้นก็ส่งเสก็ตซ์แล้วก็ส่งตอนลงสีขั้นต้น และอีกขั้นตอนนึงก็คือระหว่างลงสีขั้นต่อมา เช่น ลงแสงเงา แนะนำว่า ควรส่งงานให้ลูกด้าดูสม่ำเสมอ จะลดโอกาสในการแก้งานได้เยอะค่ะ

2.ทำงานฟรีหรือไม่ฟรีดี

โนอาห์เตือนว่า งานที่ไม่ควรรับเลยคือ งานประเภทที่ไม่ได้ให้เงินคุณก่อน แต่ให้สัญญาว่า ถ้าหากโปรเจคนี้ไปได้สวย ทางเขาจะแบ่ง % ให้เรา 5% บ้าง 10% บ้าง น้องควรรู้ว่า มีคนมากมายที่ต้องการจับเสือมือเปล่านั่นก็คือการไม่ลงทุนลงแรงอะไรเลย แต่ไปขอให้พวกนักวาดที่เป็นมือสมัครเล่นและต้องการงานมากๆไปทำงานให้ฟรีๆ เสร็จแล้วเขาก็ได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ โดยที่ไม่มีการเซ็นสัญญาอะไรให้เรียบร้อย หรือแย่กว่านั้นก็คือ น้องเผลอไปเซ็นสัญญาว่าห้ามไปทำงานกับบริษัทอื่น แล้วน้องก็โดนดองงานอีก น้องควรจะตรวจสอบบริษัทหรือคนที่น้องจะร่วมงานด้วยดีๆ ว่าพวกนี้ไว้ใจได้ไหม

เนื่องจากน้องหลายๆคนอาจจะคิดว่างานฟรีนั้นเป็นหนทางไปสู่งานที่รับจ้างจริงๆจังๆก็ได้ จึงตั้งใจทำงานฟรีมาก โนอาห์บอกอีกว่า งานที่น้องควรทำฟรีนั้นก็คือพวกงานประกวด นั่นก็คือจะมีคนในวงการร่วมส่งภาพเข้าไปประกวดมากมาย ถึงแม้เราไม่ได้รางวัล เราก็จะเห็นได้ว่า ไอเดียของผู้ประกวดที่เจ๋งๆมีอะไรบ้าง และอะไรทำให้ผู้จัดประกวดเลือกงานของคนๆนั้นเป็นต้นค่ะ

ซึ่งการที่มีคนมาติดต่อน้องเพื่อทำงานฟรีนั้น น้องต้องระลึกว่า การที่น้องทำงานฟรีให้คนอื่น น้องเสียเวลาในการทำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตน้องจริงๆ หรือโปรเจคของตัวเองหรือส่วนตัว ที่จะทำให้น้องสามารถทำแนวที่อยากทำจริงๆได้ไปค่ะ งานที่น้องควรทำฟรีอีกก็พวก probono project หรือทำงานให้องค์กรกุศลที่น้องมีความเชื่อและศรัทธาในองค์กรนั้นๆค่ะ

 3.งานที่น่าเบื่อ (Drudge work) 

งานพวกนี้คืองานที่น้องไม่ค่อยอยากทำเลยค่ะ เนื่องจากเป็นงานที่น่าเบื่อ ไม่ได้พิสูจน์ความสามารถของน้อง และเป็นงานที่น้องอาจจะต้องปรับตัวเยอะเพื่อสามารถทำงานนั้นๆได้ การรับงานประเภทนี้มาทำนั้น ราวกับงานสามารถดูดพลังชีวิตน้องไปได้ โนอาห์แนะนำว่า ถ้าหากน้องต้องทำงานประเภทนี้จริงๆ ให้คิดราคางานนั้นๆสูงขึ้นมาอีก เพื่อที่น้องจะได้เติมเต็มในส่วนที่ขาดไป

นั่นก็คือ ถึงแม้งานน่าเบื่อ แต่ถ้าต้องทำงานนั้นเพื่ออยู่ได้ก็อาจจะต้องทำ ในกรณีที่น้องไม่มีทางเลือก อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นงานที่น้องชอบ น้องอยากทำ แม้จะได้ราคาน้อยหน่อย น้องก็อาจจะตกลงทำ แต่ว่าลองต่อรองเรื่องราคากับผู้ว่าจ้างอีกก้ได้ เพื่อหาจุดสมดุลย์ในงานนั้นๆค่ะ แต่โดยมากแล้ว การที่ตกอยู่ในสถานภาพไม่สามารถเลือกงานได้ ถึงแม้น้องต้องตกอยู่ในสภาพนั้นก็ตาม น้องไม่ควรรับทุกงานที่เข้ามาทำ ควรจะสกรีนงานที่น้องจะทำหน่อยค่ะ

อย่างไรก็ตามถ้าหากน้องต้องเลือก ระหว่างการรับงานทุกงานที่เข้ามาหาน้อง กับรอเวลาที่โปรเจคที่น่าสนใจจริงๆเข้ามาหาน้องแล้วค่อยเลือกทำ โนอาห์แนะนำว่าเราควรอยู่ระหว่างนั้นค่ะ นั่นก็คือ งานที่โอเคในระดับนึง แม้จะไม่น่าสนใจมาก แต่จ่ายเงินดี และงานที่น่าสนใจมาก ได้กระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ แต่จ่ายเงินน้อย

เรื่องนี้เรามีประสบการณ์ตรงในออฟฟิศเลยค่ะ นั่นก็คือ สมัยเป็น digital artist ที่ Singapore เราเคยสงสัยว่าทำไมสตูดิโอไม่ยอมรับแต่งานที่มันได้ใช้ความคิดสูงๆหรือพวกงานที่เราคิดว่ามันดู Hi-end แสตนลีย์ที่เป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ อยู่ขณะนั้น เคยถามเรากลับว่า งาน High-end คืออะไร สำหรับเรา?เราตอบว่า งานที่ได้ใช้สมองครีเอทีฟสูงๆ แสตนลีย์บอกว่างานในสตูดิโอ มีทั้งงานที่ออกหัวครีเอทีฟน้อยหน่อย แต่เงินดีมาก กับงานที่ไม่ได้ออกความคิดมาก คือทำงานตามคำสั่ง แต่ได้เงินเยอะค่ะ ซึ่งการที่จะทำให้สตูดิโออยู่รอดจะต้องมีงานทั้งสองแบบคละกันไป

มีอีกสิ่งที่น้องอาจจะต้องรู้ในการเป็น professional  นั่นก็คือการที่น้องจะอยู่ได้ ช่วงแรกๆนั้น น้องอาจจะไม่มีทางเลือกมากนัก น้องอาจจะจำเป็นรับงานที่ไม่อยากทำจริงๆเข้ามา หรืองานที่น่าสนใจน้อย แต่ได้เงินดี จุดสำคัญคือน้องต้องสามารถ balance งานทั้งสองแบบได้ ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีในการรักษาสมดุลย์ที่ว่าไม่เหมือนกันค่ะ ทั้งนี้ถ้าน้องไม่อยากทำงานแนวนั้นๆต่อ อย่าใส่งานลงไปในพอร์ทโฟลิโอค่ะ ใส่เฉพาะแนวที่เราอยากจะทำก็พอ

 4.การปฏิเสธงาน ( turning down job)

อันนี้ก็คือน้องอยู่ในช่วงที่น้องสามารถเลือกงานได้บ้างแล้ว วิธีแรกในการปฏิเสธงานลูกค้านั่นก็คือ บอกว่าน้องอยากทำงานชิ้นนี้นะแต่น้องงานยุ่งมาก ตารางเวลาเต็มแล้ว การพูดแบบนี้เป็นการรักษาน้ำใจลูกค้า รวมทั้งยังดูว่าน้องเป็นนักวาดที่เป็นที่ต้องการมาก เนื่องจากมีเวลาถูก book ไว้เต็มทั้งหมด นอกจากนี้่แล้ว ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกดี เนื่องจากน้องบอกไปว่าน้องอยากทำงานกับเขา เพราะฉะนั้นลูกค้าก็จะ Keep connect  กับน้อง เมื่อมีงานอะไรที่น้องทำได้ เขาอาจจะส่งมาให้น้องดูอีก

วิธีที่สองในการปฏิเสธงาน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเสี่ยงดวงเล็กน้อยถ้าน้องใช้วิธีนี้ นั้นก็คือ การตั้งราคาให้เวอร์ขึ้นมาอีกหน่อย ก็คือ เราไม่ได้ชอบงานนี้นะ แต่ถ้าได้งานนี้ และเงินถึงจริง เราก็สามารถทำให้ได้ วิธีนี้จะเป็นการขึ้นราคางานอย่างเนียนๆ เป็นวิธีที่เราก็ใช้เช่นกันค่ะ ในกรณีที่มีงานที่เราไม่อยากทำเข้ามา ในขณะเดียวกัน ลูกค้าที่น้องควรใช้วิธีนี้ควรเป็นลูกค้าที่น้องค่อนๆไปทางเฉยๆ คือถ้าไม่ได้ร่วมงานก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ซึ่งถ้าหากลูกค้า ดันตกลงในราคาที่น้องเสนอไป ก็อาจจะดี เนื่องจากทำให้แบรนด์น้องดูแล้วสูงขึ้นมาอีกระดับ เกินกว่านักวาดคนอื่นๆที่รับงานที่ใกล้เคียงกันกับงานดังกล่าว

สำหรับวิธีที่ 3 ในการปฏิเสธงาน นั่นก็คือบอกอาร์ทไดไปตรงๆว่า งานนี้เราไม่อยากทำนะ ไม่อยากเก็บงานไว้เป็นพอร์ทโฟลิโอ โดยต้องมีวิธีการพูดดีๆหน่อยค่ะ  ไม่ใช่ขวานผ่าซากว่า งานคุณไม่น่าสนใจ เราไม่เอา อะไรแบบนี้มันก็เกรียนแตกไปหน่อยนึง ซึ่งการพูดที่รักษาน้ำใจนั้น ในอนาคต อาร์ทไดอาจจะเอางานที่เขาคิดว่าเหมาะสมกับเรามากกว่ามาให้ก็ได้ค่ะ

 5.สัญญาจ้าง(contract) 

กรณีนี้ก็คือ โนอาห์แนะนำว่า น้องไม่ควรทำงานกับบริษัทใดก็ตามที่เราไม่ได้เซ็นสัญญาจ้าง เนื่องจาก โดยปกติแล้วทางฝั่งอเมริกา ถ้าไม่มีการเซ็นสัญญาอย่างชัดเจนนั้น มันจะนำมาซึ่งความยุ่งยากในภายหลัง แต่โดยปกติ ในเมืองไทย ส่วนมากจะเป็นสัญญาปากเปล่าหรือสัญญาใจกันมากกว่า ซึ่งในการรวมเล่มหนังสือของน้อง เช่น ทำพ็อคเกตบุคขึ้นมานั้น ก็ต้องมีการเซ็นสัญญาเช่นกัน

ซึ่งถ้าน้องจะต้องมีการเซ็นสัญญา ให้อ่านสัญญาให้ละเอียดมากๆทุกครั้งก่อนจะเซ็น เนื่องจากสัญญาบางอย่างอาจจะทำให้น้องเดือดร้อนมากๆได้ (ยกตัวอย่างเช่น สัญญาค้ำประกันเงินกู้ ถ้ามีใครเรียกให้น้องไปเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ อย่าไปเซ็นทีเดียวค่ะ เนื่องจากน้องต้องรับจ่ายหนี้แทน) ซึ่งสัญญาในการทำพ็อคเกตบุคก็จะเป็นสัญญาในระยะที่กำหนดเช่น 2-3 ปี เป็นต้น

นอกจากนี้สัญญาที่เรามักจะพบได้ในการทำงานกับต่างชาตินั่นก็คือ NDA (non disclosure agreement) ซึ่งเป็นสัญญาเกี่ยวกับการที่น้องจะไม่เปิดเผยข้อมูลให้กับใครก็ตามที่น้องรู้จัก ซึ่งน้องบางคนอาจจะไม่ระวังตัว คิดว่าบอกญาติ บอกพี่น้อง ไม่เป็นไรมั้ง อันนี้ถ้าผู้ว่าจ้างพบ เขาอาจจะไม่จ้างต่ออีกต่อไปเลยค่ะ ระวังให้ดีนะคะ

 6.ลิขสิทธิ์งาน(copyrights)

โดยปกติแล้ว ลิขสิทธิ์งานของน้องนั้น งานที่น้องวาดขึ้นมาทั้งหมด หรือ อะไรก็ตามที่น้องสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพถ่าย งานศิลปะ ถือว่าลิขสิทธิ์นั้นเป็นของน้องตั้งแต่เริ่มสร้างผลงานแล้วค่ะ ซึ่งในทางกฏหมายแล้วถ้ามีใครนำผลงานของน้องไปใช้ ถือว่าละเมิดเรื่องของลิขสิทธิ์ น้องสามารถฟ้องร้องได้ค่ะ โดยที่ถ้าน้องไปจดลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น จะเป็นการป้องกันแบบสมบูรณ์และน้องจะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมากขึ้นได้

ซึ่งน้องบางคนอาจจะสงสัยว่างานโลโก้บริษัทใหญ่ๆถึงราคาสูงมาก เนื่องจากผู้ซื้อนั้น ซื้อสิขสิทธิ์ในทุกๆอย่างหรือซื้อ all rights นั่นเองค่ะ นอกจาก all rights แล้ว น้องนั้นสามารถเลือกขายลิขสิทธิ์ไปเป็นอย่างๆ เช่น เซ็นสัญญาเพื่อให้คนนั้นๆสามารถนำลายเสื้อที่น้องวาดไปจัดจำหน่ายได้ในประเทศอื่นๆเช่นเกาหลี,หรือ ภาพใน stock photo ก็มีลิขสิทธิ์หลายแบบ นั่นก็คือ น้องสามารถขาย/ซื้อลิขสิทธิ์ภาพแบบธรรมดา ในการใช้งานทั่วๆไป ซึ่งผู้ขายนั้น ก็สามารถขายงานภาพเดียวกันนั้น ให้กับผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง โดยไม่มีอะไรผิดจากกฏหมายลิขสิทธิ์

นอกจากนี้ น้องสามารถกำหนดได้ในสัญญาในกรณีที่น้องเป็นผู้ว่าจ้างเอง เช่น เป็นนักวาดปกนิยาย แต่จ้างนักวาด วาดภาพประกอบมาวาดงานให้ คุณอาจจะให้เซ็น NDA(non disclosure agreement)แล้วก็สัญญาอีกฉบับ ได้แก่ การห้ามหรือป้องกันไม่ให้นักวาดนำหน้าปกนี้ไปขายให้กับสำนักพิมพ์อื่นๆ นอกจากนี้น้องยังระบุได้อีกว่าน้องต้องการซื้อสิทธิ์แบบไหน ลงสื่ออะไรบ้าง

การที่เป็นลิขสิทธิ์แบบที่ขายสิทธิ์ทุกอย่างให้ผู้ว่าจ้างทั้งหมด นั่นก็คือ สัญญา Exclusive ผู้ว่าจ้างจะครองสิทธิ์ all rights หรือลิขสิทธิ์ทั้งหมด โดยที่เราเป็นผู้สร้างงานก็จริง แต่การเซ็ญสัญญาชนิดนี้ หรือถ้าหลวมตัวไปเซ็นแล้ว มันก็คือ การยกสิทธิ์ให้คนๆนั้นหรือบริษัทนั้นๆไปทำต่อทั้งหมด หรือไปต่อยอด ซึ่งก่อนจะเซ็นสัญญา ดูให้ดีว่าสัญญามันผูกมัดบ้างหรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น กรณีของบทประพันธ์ ถ้ามีการซื้อสิทธิ์ไปโดยบริษัท B นักเขียนก็จะขายสิทธิ์ในการผลิตละครให้กับสถานีหนึ่ง ซึ่งในเนื้อหาสัญญาอาจจะมีระบุว่า จะขายสิทธิ์ให้กับบริษัท B โดยผู้เดียว โดยที่เป็นการถ่ายทอดละครในประเทศไทยอย่างเดียว ถ้ามีประเทศอื่นๆด้วย จะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เราเป็นประเทศๆไป

รวมไปถึงการที่น้องวาดปกนิยายในไทย ถ้าสมมติน้องไม่ได้เซ็นสัญญาอะไรกับบริษัท น้องยังคงลิขสิทธิ์แบบ all rights reserve อยู่ เพราะฉะนั้นการที่น้องเอางานไปพิมพ์หรือขายเป็นภาพ print ก็จะไม่ผิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ก็มีลิขสิทธิ์ที่กำหนดเอาไว้ในต่างประเทศ หลายๆประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การที่น้องนำงานหรือแฟนอาร์ทของชาวญี่ปุ่นมาพิมพ์ขาย อันนี้โดนเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์เต็มๆค่ะ

ในการที่จะรับงานไหนก็ตาม โดยส่วนมากแล้ว อาร์ติสท์มักจะอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบนั่นก็คือจำยอมเซ็นสัญญา ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานประจำ ที่ลิขสิทธิ์ของภาพนั้นถูกซื้อไปทั้งหมด ในงานประจำ ไม่ว่าเราจะผลิตอะไรออกมาก็ตกเป็นของเจ้านายของเรานั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเรารับตรงนี้ไม่ได้ เราก็อาจจะอยู่ได้ยาก รวมถึงส่วนมากแล้ว นายทุนหรือผู้ว่าจ้าง เขาก็มักจะร่างสัญญาที่เขาอยู่ในจุดที่ได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ถ้าให้แนะนำคือ ดูให้ดีๆก่อนจะเซ็นสัญญาอะไรค่ะ

 7.การรับเงินค่าจ้าง 

เรื่องของการรับเงินค่าจ้างนั้น เป็นเรื่องที่หลายๆคนต้องเจอ นั่นคือ การเบี้ยวค่าจ้างค่ะ ถ้าถามว่า มีวิธีป้องกันไหม ก็มี นั่นก็คือการจ่ายเงินก่อนทำ  1 ใน  3 ของค่าจ้าง ได้แก่ ก่อนเริ่มงาน,หลังเสก็ตซ์ผ่าน และตอนจบงาน หรือจะเป็น 50/50 ก็ได้ค่ะก็คือ จ่ายก่อน 50% หลังงานเสร็จอีก 50% ด้วยวิธีนี้ ถึงแม้ลูกค้าจะชักดาบก็ตาม เราก็ยังโอเคอยู่ คืออย่างน้อยก็ได้ค่าเสียเวลามาค่ะ

ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว สำหรับงานเทสต์ น้องส่วนใหญ่ มักจะไม่ชาร์จค่าเทสต์งานกันเป็นปกติ อันนี้ถ้าทำกับสำนักพิมพ์ใหญ่แล้วเราเป็นนักวาดที่มีชื่อในระดับหนึ่งแล้ว เราอาจจะชาร์จค่าเทสต์ก็ได้ค่ะ โดยส่วนมากในสตูดิโอก็ต้องมีการเทสต์งานก่อนทั้งนั้น อย่างเช่น เทสต์ให้ลงสีลายเส้น,หรือวาดเส้น เพื่อดูว่าเราสามารถจัดการกับงานได้ขนาดไหน

ยังไงก็ตามถ้าสำนักพิมพ์ใหญ่ ก็จะมี cycle ของการจ่ายเงินให้กับฟรีแลนซ์ ซึ่งจะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับระบบของสำนักพิมพ์นั้นๆในขั้นตอนการอนุมัติเงิน ถ้ามีการจ่ายเงินช้าแปลว่าต้องผ่านระบบหลายชั้น ซึ่งสำนักพิมพ์ไทยโดยส่วนมากจะจ่ายให้ภายใน  1 เดือนค่ะ ส่วนค่าต้นฉบับหนังสือ จะจ่ายให้หลังจากออกวางแผงไปแล้ว

ซึ่งการรับเงินนั้น น้องสามารถเลือกที่จะชาร์จค่าจ้างได้  2  วิธีก็คือ

-Fix rate  หรือค่าจ้างที่ตายตัว การชาร์จเงินแบบนี้ ก็คือการเหมาจ่าย โดยส่วนมากแล้วคนไทยมักจะใช้วิธีนี้มากกว่าค่ะ

-Hour rate วิธีนี้ฝรั่งหรือต่างประเทศจะนิยมใช้กัน นั่นก็คือการชาร์จเป็นชั่วโมง

โนอาห์แนะนำว่าเวลาที่น้องชาร์จเงินค่าจ้างนั้น น้องควรที่จะชาร์จราคาสูงขึ้นกว่าปกติมาสักประมาณนึง ซึ่งโดยส่วนมากถ้าน้องชาร์จต่ำไปจะมีข้อกังขาค่ะ ว่าน้องจะสามารถทำงานนั้นได้ดีหรือไม่ การที่น้องชาร์จสูงขึ้นมา มีโอกาสอยู่  2 อย่างที่จะเกิดขึ้น นั่นก็คือ ลูกค้าอาจจะปฏิเสธงานเนื่องจากสูงกว่า budget มาก หรืออีกอย่างนึงก็คือ ลูกค้าจะต่อรอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนักหากลูกค้าเลือกที่จะต่อรองราคากับน้อง เผลอๆน้องอาจจะชาร์จได้มากกว่าเดิมอย่างที่คิดไว้ก็ได้

การที่ทำแบบนี้นั้น มันก็เหมือนกับเรื่องของการจีบสาว นั่นก็คือ น้องจะต้องเป็นคนที่ไม่  Desperate หรือต้องการสิงนั้นๆมากเกินไป น้องสามารถหันหลังกลับและไม่รับงานได้ทุกเวลา และน้องก็สบายดีด้วยถึงแม้ไม่รับงานนั้นๆน้องควรจะมีทัศนคติประมาณนี้ก่อนค่ะ นอกจากนี้แล้วน้องยังสามารถถามลูกค้าได้ว่าลูกค้ามี Budget เท่าไร

 8.การแก้ไขและเดดไลน์(revision and deadline)

การแก้ไขงานนั้นควรจะกำหนดไปเลยว่า แก้ไขได้กี่ครั้งค่ะ เนื่องจากมีโอกาสสูงที่จะเจอแก้ไขไปเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด และเราก็จะเสีนเวลาในการทำงานเพิ่ม เราควรกำหนดไปเลยว่าที่ราคานี้ แก้ไขได้กี่ครั้ง ถ้าแก้มากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้อาจจะต้องชาร์จเป็นชั่วโมง หรือคิดเหมาก็ตามแต่จะสะดวก ส่วนเรื่องเส้นตายหรือเดดไลน์นั้น บางแห่งจะกำหนดในสัญญาจ้างเลยว่างานชิ้นนี้ต้องส่งมอบเมื่อไร

ส่วนงานที่ไม่ได้กำหนดในสัญญา แต่อาจจะเป็นการตกลงกันปากเปล่าหรือทางอีเมล์ น้องควรหาปฎิธินที่มีตัวเลขใหญ่ๆมาสักอัน แล้วกาวันที่ต้องส่งงานเอาไว้เลย เพื่อจะได้ไม่ลืมค่ะ เพราะมันสำคัญมากเรื่องการส่งงานให้ตรงเวลา

 9.เข้าใจอาร์ทได(art director)

การทำงานกับอาร์ทไดนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า อาร์ทไดนั้นก็เป็นคนๆหนึ่งที่ต้องการที่จะดูดีในสายตาคนอื่นๆ นั่นก็คือ เป็นผู้ค้นพบอาร์ติสท์หน้าใหม่ๆไฟแรง  และทำงานเสร็จรวดเร็วตามเวลาที่กำหนดเอาไว้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจอาร์ทไดค่ะ อย่างแรกเลยคือ ถ้าน้องคุยกันทางอีเมล์กับอาร์ทไดหรือลูกค้าคนอื่นๆ ควรจะให้อีเมล์สั้น เข้าไว้ เนื่องจากคนเหล่านี้เขายุ่งอยู่แล้วกับการทำงานในแต่ละวัน การที่น้องอีเมล์ไปยาวๆมันรบกวนและรำคาญที่จะต้องมากรองเอาเองว่าน้องต้องการสื่ออะไร เพราะฉะนั้น อีเมล์ที่ส่งควรเรียบ ง่าย สั้น ตรงประเด็น นอกจากนี้หลีกเลี่ยงการสะกดคำผิดและบางอย่างที่เป็นความผิดเล็กๆน้อยๆเช่น ลืม attach ไฟล์รูป เป็นต้น

นอกจากนี้การเขียนอีเมล์ หรือการ line ไปหาอาร์ทได หรือลูกค้า หลีกเลี่ยงการใช้ emoticon,sticker,smilies อะไรก็ตามค่ะ เนื่องจากมันดูแล้วไม่เป็นมืออาชีพ ถ้าน้องต้องการจะใช้ น้องต้องดูด้วยว่าลูกค้าใช้มาก่อนหรือเปล่า ถ้าใช้มาก่อนก็เราอาจจะใช้ได้

สิ่งที่อาร์ทไดแตกต่างจากลูกค้าปกติก็คือ เมื่อน้องทำงานกับอาร์ทได อาร์ทไดจะมีภาพในหัวหรืออิมเมจของงานอยู่แล้ว เราก็แค่ไปเติมเต็มภาพนั้น แต่ลูกค้าทั่วไป มักจะไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เนื่องจากลูกค้าส่วนมาก บางทีอาจจะอยู่  field อื่นๆที่ไม่ใช่ศิลปะ เพราะฉะนั้นน้องจะต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าที่ไม่ใช่อาร์ทได โดยการเป็นอาร์ทไดให้ตัวเอง

นอกจากนี้อาร์ทได ยังเกลียดการเซอร์ไพร์สอีกด้วย นั่นก็คือที่บอกไป เกี่ยวกับเรื่องเทคนิคในการวาดงาน คือสมมติน้องส่งงานเสก็ตซ์จน approve แล้ว แต่พอขั้นลงสีจริง น้องไปทำเทคนิคใหม่แปลกตา อันนี้ก็จะทำให้อาร์ทไดส่งงานมาแก้ค่ะ นอกจากนี้คนที่ deal งานกับน้องอาจจะไม่ใช่อาร์ทได แต่อาจจะเป็น บ.ก.หนังสือก็ได้ สำหรับคนไทย ซึ่งหลักการก็เหมือนกันไม่ว่าจะ deal กับใครก็ตาม แต่การ deal กับลูกค้าที่ไม่ค่อยเข้าใจ field ศิลปะเราอาจจะต้องอธิบายให้เขาเห็นภาพมากขึ้นโดยอย่าใช้คำฟุ่มเฟือยในอีเมล์

 10.รายละเอียดขั้นตอนในการทำงาน

เรื่องนี้ก็คือ เวลาที่เราได้รับอีเมล์เรื่องของรายละเอียดงานมานั้น เราควรจะจด หรือเซฟในที่ๆมองเห็นได้ง่ายๆ ได้แก่ ขนาดของงานขนาดเท่าไร งานวางแนวตั้งหรือแนวนอน ซึ่งถ้าเราทำสิ่งพวกนี้ผิดพลาดมันก็ทำให้เราดูไม่เป็นมืออาชีพอีกเช่นกัน ทั้งนี้ควรอ่านบรีฟงานให้ดีๆ อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือถ้าเป็นงานหน้าปก ก็อาจจะต้องอ่านตัวนิยายทั้งเรื่องก่อนที่จะเขียนงานขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น

ในจุดนี้น้องต้องเช้าใจ format ในการพิมพ์ก่อนค่ะ นั่นก็คือไฟล์โดยส่วนมากที่ทำเพื่อการพิมพ์ออกมานั้น ส่วนมากจะเป็น 300 dpi ถ้าเป็น comic ต้องเป็น 600 dpi ซึ่งถ้าน้องเผลอย่อไฟล์ไปแล้ว และเซฟทับด้วย เท่ากับงานเสียไปเลย น้องไม่สามารถขยายงานให้เท่ากับเสกลเดิมโดยไม่แตกเป็นพิกเซลได้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำเพื่อการหลีกเลี่ยงเซฟทับคือการเซฟไฟล์ใหม่เรื่อยๆ ระหว่างทำงาน เช่น เมื่อยังไม่รวมเลเยอร์เซฟไว้ไฟล์หนึ่ง รวมเลเยอร์แล้วเซฟไว้อีกไฟล์หนึ่งค่ะ  และสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจอีกอย่างก็คือเรื่อง format  ในการส่งไฟล์งาน ซึ่งถ้าส่งโรงพิมพ์นั้นต้องเป็น PDF ค่ะ ถ้าเป็นการส่งบริษัททั่วไป ใช้ PSD หรือ TIFF ก็ได้ค่ะ

ขั้นต่อมาคือเรื่องของการเสก็ตซ์งาน การเสก็ตซ์งานนั้นอย่างที่บอกคือถ้าลูกค้าต้องการ 4 ให้ส่งไป 8 ชิ้นเลย โดยปกติ ลูกค้าบางคนมักจะเลือกปกที่ดูแย่ค่ะ ซึ่งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ โนอาห์แนะนำว่า ในการที่จะทำงานนั้น ควรจะใส่ใจพอสมควร ซึ่งถึงแม้ว่าลูกค้าจะเลือกง่นชิ้นที่แย่ แต่เราสามารถวาดให้มันออกมาเป็นภาพที่ดูดีได้

เมื่อเสก็ตซ์ผ่านแล้ว ก็อาจจะมีแก้ไขบ้าง ซึ่งเราอาจจะกำหนดไว้ก่อนทำงานว่าลูกค้าสามารถแก้ได้กี่ครั้ง เมื่อเสก็ตซ์ผ่านก็มาถึงการจบงาน ซึ่งไม่ควรทดลองเทคนิค ไม่ควรทำอะไรก็ตามที่เป็นการเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธงาน ให้ทำอะไรที่คิดว่าผ่านชัวร์ๆดีกว่าค่ะ

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องก็คือการส่งงานให้ตรงเวลา ย้ำว่าถ้าเป็นงานชิ้นแรกไม่ควรส่งงานเลทเลยค่ะ เนื่องจาก ถ้าคุณส่งงานเลทคุณจะไม่ได้งานจากสำนักพิมพ์นั้นอีกเลย ถ้าเป็นสำนักพิมพ์หรือบริษัทในต่างประเทศควรเช็ค timezone ให้ดีๆเนื่องจากมีเวลาต่างกัน

ในการที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ ให้ส่งงานก่อนเวลาจะดีกว่าค่ะ เรื่องนี้ซีเรียสมาก ถ้าหากมีเหตุการณ์อะไรที่น้องรู้ล่วงหน้าว่ามันจะเกิดขึ้นแน่นอน เช่น บังเอิญแม่ป่วยกระทันหัน หรือเรื่องที่คุณต้องสะสางที่สำคัญมาก ซึ่งมีผลทำให้อาจจะส่งงานไม่ตรงเวลา ให้คุญกับอาร์ทไดก่อนว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเลื่อนส่งไปอีก 1-2 วัน แต่ถ้าเป็นไปได้ ส่งก่อนดีที่สุดค่ะ

และขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือ การจ่ายเงินของลูกค้า ถ้าเป็นต่างชาติเราอาจจะใช้ paypal ในการรับเงิน ซึ่งมันก็จะมีบางกรณีที่คนเจอลูกค้าเบี้ยวเงินอยู่เป็นระยะๆ ถามว่าขั้นตอนนี้จะป้องกันยังไง ก็คือ อย่าส่งไฟล์ high-res ไปให้ลูกค้าในขณะที่ยังไม่ได้รับเงินค่ะ วิธีในการทวงเงินแบบซอฟท์ๆคือการส่ง invoice หรือใบกำกับภาษี,ใบเสร็จไปให้ลูกค้า ถ้าเป็น paypal ก็เข้าไปที่ช่อง request money เพื่อให้ระบบส่งเมล์ไปทวงเงินลูกค้าและสามารถจ่ายเงินทางอีเมล์ได้ทันทีค่ะ

จำไว้ว่าถ้าเป็นงานชิ้นแรกของน้อง น้องควรทำงานสุดฝีมือค่ะ เนื่องจากมีโอกาสสูงว่าถ้าลูกค้าต้องการงาน ก็อาจจะจ้างน้องทำงานค่ะ นั่นก็คือจะมี ชิ้นที่ 2,3 ขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งบางทีลูกค้ามาจ้างน้องครั้งเดียวอาจจะหายไป อันนี้ให้มองมุมใหม่นะคะ ลูกค้าอาจจะไม่มีงานที่เข้ากับลายเส้นเราค่ะ อย่าไปมองโลกแง่ลบ



from WordPress http://ift.tt/2kcCz6k
via IFTTT

บันทึกการฝึก 30 วันเมื่อฉันมือตก:ตอนที่ 9 งานจ้างก็ฝึกได้(1)

ไม่มีความคิดเห็น:

ไม่พูดพร่ำทำเพลงมากนะวันที่ 9 ทำงานค่ะ

นายจ้างจะเอาสีผิวแบบนี้

แหวนแบบนี้

ท่านี้

แต่เอาผมแบบนี้

เอามงเยี่ยงนี้

รูปที่นายจ้างส่งมาให้ทั้งหมด

รูปนี้นายจ้างต้องการมงกุฏที่มีขวดยาทาเล็บปักไว้ค่ะ (วาดยากมาก) แล้วก็เป็น eb00k ธุรกิจความงาม เลยต้องทำให้สไตล์ดูน้อยๆตัดทอนหน่อย

แล้วก็เสก็ตซ์ตามใจอีก 2 รูปค่ะลอง loose sketch ดูบ้าง

พอนำงานเก่ามาเรียงพบว่าสมัยก่อนเราชอบท้าทายตัวเองด้วยวิธีต่างๆค่ะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ทำ งานมันเลยดูไม่ค่อยมีอะไร

บางคนบอก reference ไม่จำเป็น เวลาทำงานจ้าง reference จำเป็นมากนะคะและการใช้ reference ให้ถูกต้องจำเป็นมากด้วยค่ะ



from WordPress http://ift.tt/2kzZecx
via IFTTT

บันทึกการฝึก 30 วันเมื่อฉันมือตก:ตอนที่ 8 ลงสีควรต้องมีหลายเวอร์ชัน

ไม่มีความคิดเห็น:

ฝึกวันที่ 8 คำแนะนำของพี่แป้ง
-งานมันดูขาดความสนุกไม่เหมือนงานก่อนๆของมุ่ยเหมือนมุ่ยเวอร์ชันเอาสกิลออก
-พี่แป้งเวลาทำงานที่ต้องเป๊ะทักษะ ก็รู้สึกไม่สนุก สุดท้ายก็จะคิดว่า วาดตามที่ตัวเองชอบละกัน แสงเงามั่วช่างมันสนุกดี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ทิ้งทั้งหมดไม่ได้
ไม่งั้นงานมันบริสุทธิ์ไปหน่อย
เหมือนร้องเพลงผิดคีย์ มันก็ไม่ค่อยมีใครอยากฟัง ถึงเราจะตั้งใจร้องให้ผิดคีย์ก็เถอะ

สรุป

1.งานต้องเป๊ะก่อนถึงปล่อยออกมา แต่จะรู้ได้ไงว่าเป๊ะ พื้นต้องเป๊ะไง ขนาดมือ ขนาดแขนระยะห่างต่างๆต้องเป๊ะ
2.แก้ แก้ แก้ แก้ แก้เสก็ตซ์จนพึงพอใจ แก้จนคิดว่านั่นแหละเราไม่สามารถแก้ไปมากกว่านั้นได้แล้ว แล้วค่อยลงสี
3.เหมือนเดิม ไม่ต้องรีบ เหนื่อยแล้วพัก เราไม่ได้จะฝึกไปชิงแชมป์ แต่เราฝึกเพื่อให้กลับมาสนุก จะฝึกให้ topform นั้นเป็นเรื่องทีหลัง

ลงสีค่ะ

Tool:Corel painter2017 ,Adobe photoshop CC,CINTIQ13″HD



ชอบสีกับแสงรูปนี้

เวอร์ชันไฟนอล

ภาพโดยมากเราจะทำไว้หลายๆเวอร์เอาไว้เลือก
คำแนะนำจาก แนน Brave Balta Husband
-จังหวะเสร็จสมัยก่อนของพี่ดีมาก
อันนี้แก้ตามคำแนะนำแนนค่ะ คิดว่าคงลงสีน้ำแนวนี้ไม่ได้แน่ๆ cg เท่านั้น
เรียนรู้อะไรจากการทำ cg ครั้งนี้
-โครงสีค่ะ เข้าใจแล้วว่าโครงสีเป็นเอกลักษณ์คือยังไง
-ลงสีน้ำดิจิตัลเน้น volume นิดหน่อยก็ได้

มาดูผลงานจากทางบ้านกันค่ะ​โดย Bunnygirl playplayplay



from WordPress http://ift.tt/2j8jKnt
via IFTTT

“ธรรมดา แต่ ดังมาก” ทำยังไง??5 กลไกที่ทำให้งานถูกบอกต่อ

ไม่มีความคิดเห็น:

ถามว่าเรามีสิทธิ์อะไรในการสอนหัวข้อนี้ เราประสบความสำเร็จหรือเปล่า?

-เว็บไซต์เกือบ 3 ล้านวิว
-DA 1.5 ล้านวิว
-มีคลิป youtube 300,000 view 1 อันและ 100,000 view 2-3 อัน
-ยอดไลค์ภาพสูงสุด 1 ภาพ 38,000 like
-ยอดไลค์เพจ 50,000 like
-ยอด deviantart +fav สูงสุด 10,000 (ภาพอาละดิน)
-ยอดแชร์บทความสูงสุด 3,500

ทั้งหมดเป็นโดยประมาณ 

เราจะมาประยุกต์ความรู้จากหนังสือ ธรรมดา แต่ ดังมาก ของ Jonah Berger กันก่อน

โจนาห์: หนังสือพูดเกี่ยวกับหลักการ 6 ข้อที่จะทำให้คุณ ธรรมดาและดังมาก STEPPS คือตัวย่อของ….

  • Social currency:, เกี่ยวกับการที่คนพูดถึงบางอย่างเพื่อจะทำให้ตัวเขาเองรู้สึกดีมากกว่าแย่

    อันนี้สังเกตุได้ง่ายๆเลย ทำไมผู้คนถึงแชร์รูปคุณคะ เพราะว่ารูปคุณสวย และแชร์แล้วเขารู้สึกว่าเขาดูดีมีรสนิยม หรือไม่คุณก็สร้างเนื้อเรื่องอะไรสักอย่างขึ้นมา แล้วทำให้คนแชร์ ดูเป็นคนที่ดูดีในสายตาคนอื่น

  • Triggers, เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ติดที่ใจ จากปลายลิ้น” เราพูดถึงสิ่งที่มักจะติดใจเรา

    ผู้คนจะนึกถึงบางอย่าง ก่อนจะนึกถึงงานคุณค่ะ เช่น Jake Parker ฉลาดมากที่สร้างแคมเปณจ์ inktober ขึ้นมา เมื่อถึงเดือนตุลาคนก็จะต้องไปร่วมกิจกรรม inktober กับเขา

  • อารมณ์ต่างๆ: เมื่อเราแคร์อะไรบางอย่าง เราจะแชร์ ยิ่งเราแคร์เกี่ยวกับชิ้นของข้อมูลหรือเรารู้สึกถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าทางกายภาพ เราจะยิ่งแชร์บางอย่างมากขึ้น

    โจนาห์บอกว่าคุณจะกระตุ้นอารมณ์อะไรก็ได้ให้คน แต่ไม่ใช่อารมณ์เศร้าค่ะ อารมณ์ที่ดีคือกระตุ้นความโกรธและความสนุกสนาน

  • Public: เมื่อเราเห็นใครทำอะไรบางอย่าง เรามักจะเลียนแบบ

    คุณมักจะกดไลค์ในสิ่งที่เพื่อนกดไลค์และมองว่าคลิปยอดไลค์สูงๆควรไปดูใช่ไหมคะ

  • คุณค่า: พื้นฐานแล้วมันเป็นไอเดียที่คุณสามารถใช้ได้ เราแบ่งปันข้อมูลเพื่อช่วยเหลือคนอื่น เพื่อให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น

    เป็นการแบ่งปันความรู้ให้คนอื่นค่ะ เพื่อให้เขานำไปใช้ประโยชน์ในขีวิตประจำวัน

  • เรื่องราว, เรามักจะแชร์เรื่องที่เป็นเรื่องเล่า เช่น ถ้าเราไม่มือตก เรื่องราวของเราจะไม่น่าสนใจเท่าไรค่ะ การที่ผู้คนบอกต่อไม่ว่าจะแง่ดีหรือแง่ลบ ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น ไม่เช่นนั้นดาราจะสร้างข่าวฉาวไปทำไม แต่ระวังด้วยมันเป็นดาบสองคมค่ะ

พูดง่ายๆแต่ทำยากก็คือทำยังไงก็ได้ให้คนบอกต่องานคุณ โดยเรามีกลไกดังต่อไปนี้คะ

1.มันจะต้องอยู่ในความสนใจของคน ไม่ใช่เรื่องที่หลุดโลก แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนพิศวง เช่น เทคนิคแปลกๆ ยกตัวอย่าง audrey kawasaki เพนท์บนไม้ ซึ่งงานของเธอ เหมือนงานดิจิตัลเลยค่ะ ลักษณะฝีแปรงต่างๆ แต่งานเธอไม่ได้แปลก เป็นรูปวาดผู้หญิง แปลกที่ medium,technique และสกิลที่สูงมากจนเพนท์บนไม้ได้เหมือนดิจิตัล ก็ทำให้คนบอกต่อได้แล้ว ก็คือเทคนิคคุณไม่เหมือนชาวบ้าน คุณจะเขียน subject ที่ไม่เหมือนใครก็ได้แต่จุดร่วมที่เหมือนกันและงานขายได้ทุกยุคสมัยคือ “ผู้หญิงสวย” ค่ะ จะสังเกตุได้ว่ารูปผู้หญิงมีเยอะกว่ามาก เพราะผู้ชายไม่ค่อยวาดผู้ชาย แต่ผู้หญิง วาดผู้หญิงด้วยกัน เหตุเพราะเส้นที่เกิดจากการวาดผู้หญิงมันจะมีความ graceful เส้นโค้งที่ไม่สะดุด เรียกได้ว่าผู้หญิงเป็น subject ที่อมตะเลยก็ว่าได้ค่ะ

2.ไม่อนาจารมาก หรือไม่เป็นภาพที่ส่งแล้วภาพลักษณ์เสีย ตามหลัก Jonas berger ข้อที่ 1) social currency คือคนชอบบอกต่อในสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกดี มีภาพลักษณ์ที่ดีกับตัวเองและคนอื่น

3.แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร แต่ยังอยู่ในกระแส งงไหม? สมมติคุณวาดผู้หญิงสวยด้านบน แต่ด้านล่างเป็นปลาหมึกหนวดยุ่บยั่บ แล้วใช้เทคนิค หมึกจริงหยดลงน้ำ ทำเป็น motion คล้ายๆ ฉากเปิดของ 007 spectre แล้วโพสต์คลิปว่า “ความชั่วร้ายของผู้หญิง” คือเธอครอบงำคนเหมือนปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่ง และคุณก็บอกว่างานคุณได้แรงบันดาลใจมาจาก metal gears solid โดยออกแบบส่วนบนของผู้หญิงเป็นเครื่องจักรและชุดแบบไซไฟแต่ด้านล่างปลาหมึกเป็น organic ล้วนๆ แล้วคุณก็ให้เหตุผลว่าเหมือนผู้หญิงที่ทำตัวเป็นธรรมชาติแต่จริงๆเสแสร้ง อะไรทำนองนี้ sarcastic นิดๆ แล้วคุณก็ใส่เนื้อเรื่องเข้าไปว่าผู้หญิงชั่วร้ายยังไง โอกาสที่คลิปนี้ไวรัลจะสูงเพราะ

-มัน touch หรือเข้าถึงความสงสัยของคนทั่วไปที่ Jonas berger บอกว่าอารมณ์ที่คนต้องการแชร์อะไรมากๆคืออารมณ์พิศวง เหมือนคุณยืนบนหน้าผา กำลังจะตกแต่ไม่ตก
-แต่มันยังอยู่ในความสนใจคนทั่วไป beauty and the beast แรงบันดาลใจจาก metal gears solid การรวมกันระหว่างสาวสวยกับปลาหมึกและเทคนิคหมึกหยดในน้ำที่เรียลสมจริง

4.การกระตุ้นอารมณ์คน ตามหลักการของ Jonah berger ว่า เช่น ภาพที่ได้ 38,000 like ของเราไม่ใช่ภาพวาดแต่เป็นภาพ quote “คุณไม่ได้เก่ง คุณแค่ไม่ฝึก” พอคนอ่านจะเกิดอารมณ์สองอย่างคือ 1)ฮึด 2)โกรธ แล้วก็แชร์ต่อกันไปเรื่อยๆ 

5.ทำเต็มที่แล้วปล่อยวางกับผลลัพธ์ ดัง=โดน+ดวง ค่ะ ถ้าคุณไม่ปล่อยวางคุณจะสร้างผลงานอย่างไม่มีความสุข เมื่อคุณไม่มีความสุข งานคุณก็จะไม่มีพลัง แล้วคุณก็ไม่สามารถสร้างงานดีๆที่คนจะบอกต่อได้



from WordPress http://ift.tt/2jcSob3
via IFTTT

แปลสัมภาษณ์ผู้เขียน “ธรรมดาแต่ดังมาก” ตอนที่ 2

ไม่มีความคิดเห็น:

นำไปประยุกต์กันเองนะคะ แปลตอนที่ 2

ตอนที่ 1

Knowledge@Wharton: ในอินเทอร์เนท มันมักจะเป็นเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นที่สร้างให้เกิดจำนวนเพจวิวปริมาณมหาศาลและการแชร์แบบไวรัลที่โดยส่วนมากบริษัทใหญ่ๆและมีทรัพยากรมากกว่าให้ผลาญยอมตายเพื่อที่จะได้มันมา ในจุดนี้บริษัทได้เรียนรู้อะไรบ้างครับ

โจนาห์:บริษัทมักจะคิดว่ามันเป็นเพราะว่าโฆษณาหรือเกี่ยวกับการสร้างข้อความที่เก๋ไก๋ไฮโซแล้วนำมันไว้ตรงนั้น (พวกเขาคิด)ว่ามันน่าดึงดูดใจ มันเกี่ยวกับการเปิดใจ การเป็นของจริง การให้ผู้ชมสามารถสร้างเนื้อหาตัวเองได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างโฆษณาที่มีความเข้าใจว่าทำไมคนถึงบอกต่อและแชร์สื่งต่างๆ คนไม่ต้องการแชร์สิ่งที่ดูเหมือนโฆษณา พวกเขาไม่ต้องการเหมือนเป็นตัวโฆษณาเดินได้ของบริษัท แต่พวกเขาจะแชร์เนื้อหาที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าเนื้อหาที่น่าสนใจนั้นเกี่ยวกับแบรนด์ก็ตาม

ไม่กี่ปีก่อน เบอร์เกอร์คิงมีตัวอย่างที่ดีมากบนเว็บ มีไก่รับใช้ตัวหนึ่งที่คุณสามารถไปที่เว็บไซต์คุณจะพิมพ์อะไรก็ตามที่คุณต้องการ ไอ้ไก่ตัวนี้มันจะทำตามที่คุณต้องการไม่ว่าคุณจะพิมพ์อะไรลงไป ยกตัวอย่างเช่น “ตีลังกากลับหลังสิ” จากนั้นมันก็ทำ “ไหนลองตีโฮมรันสิ จากนั้นมันก็แกล้งทำเหมือนตีโฮมรันได้ แต่มันไม่ได้มีการใส่แบรนด์เข้าไปในปริมาณที่หนัก มันไม่ได้บอกว่า “เบอร์เกอร์คิง เบอร์เกอร์คิง ซื้อเบอร์เกอร์คิงสิ ตลอดทั่วทั้งเพจ” ยิ่งคุณแบรนด์บางสิ่งบางอย่างมากเท่าไร มันยิ่งดูเหมือนโฆษณามากขึ้นเท่านั้นและคนน้อยลงที่ต้องการจะพูดถึงและแชร์มัน คุณต้องออกแบบคอนเทนต์ที่เหมือนม้าไม้โทรจัน(ในมหากาพย์อีเลียด ม้าไม้โทรจันคือม้าที่ซ่อนคนไว้ข้างในที่กรีกใช้ทำลายทรอยค่ะ:พี่มุ่ย) โดยที่ภายนอกของมันต้องน่าตื่นเต้น โดดเด้ง และมี  social currency หรือ practical value แต่ข้างในคุณซ่อนแบรนด์หรือคุณประโยชน์ของแบรนด์ เช่นเบลนด์เทค “Will it blend” เป็นตัวอย่างที่ดี มันไม่ได้โฆษณาแบรนด์หนักมาก แต่คนสนใจที่มันทำไมถึงปั่นทุกสิ่งทุกอย่างได้เหี้ยนขนาดนั้น ถ้าเขาพูดอย่าง “ซื้อเครื่องปั่นนี้สิครับ มันดีนะ” คนจะไม่แชร์กับคนอื่นๆ เพราะมันเหมือนโฆษณา

แต่นั่นไม่ได้เกิดเฉพาะออนไลน์ มันเกิดกับออฟไลน์ด้วยเช่นกัน มีภัตตาคารท้องถิ่นที่นี่ชื่อ บาร์เคลย์ ไพร์ม ที่มีชีสเสต๊ก 100$ ตอนนี้คุณอาจจะนั่งตรงนั้นและถามว่า “ชีสเสต๊ก 100$เนี่ยนะ ชีสเสต๊กบ้าอะไร 100$” โอเค มันก็แค่มีทุกอย่างตั้งแต่เนื้อวัวโกเบ,ล็อบสเตอร์ ไปจนถึงเห็ดทรัฟเฟิล มีขวดแชมเปญจ์เล็กๆเสริ์ฟมาด้วย มันเป็นสินค้าที่น่าตื่นตาตื่นใจ อีกอย่าง คนหนะไม่ต้องการเป็นตัวโฆษณาให้บาร์เคลย์ไพร์ม แต่พวกเขาชอบที่จะพูดถึงสินค้าที่น่าตื่นตาตื่นใจ และในตอนนั้นเองที่พวกเขาพูดถึงแบรนด์ มันเกี่ยวกับการเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้บริโภคชอบพูดถึง จากนั้นนำแบรนด์หรือไอเดียหรือเนื้อเรื่องที่พวกเขาต้องการที่จะแชร์หรือบอกต่อกับผู้อื่น

Knowledge@Wharton:  คุณพูดถึงตอนช่วงต้นว่าคนส่วนมากคิดว่าสิ่งที่บอกกันปากต่อปากและกลายเป็นความดังมากนั้นเกี่ยวกับโชค แต่มันมีหกขั้นตอนที่สำคัญ สำหรับบริษัทที่ต้องการที่จะใช้กฏเหล่านี้ คุณเห็นหัวข้ออะไรในจุดนี้ ต้องใช้พลังทางการตลาดเท่าไร และโชคหละ โชคเกี่ยวอะไรไหมกับตรงนี้?

โจนาส: จินตนาการว่าคุณเป็นนักเบสบอล คุณตีได้ดี แต่คุณต้องการเพิ่มอัตราการตี หนังสือเล่มนี้จะแสดงให้คุณเห็นว่าทำอย่างไรคุณถึงจะทำให้อัตราการบอกต่อตีได้ในค่าเฉลี่ย ผมสามารถประกันได้ไหมว่าคุณจะเป็นกังนัมสไตล์คนต่อไปด้วยหมื่นล้านวิว?มันคงเป็นไปไม่ได้ แต่ผมสามารถการันตีได้ว่ามันจะเพิ่มอัตราการพูดถึงเกี่ยวกับไอเดียของคุณมากขึ้น ถ้าคนทั่วไปบอกคนหนึ่งคน เราสามารถเพิ่มเป็นสอง ถ้าคนครึ่งนึงพูดถึงสินค้าของคุณ เราสามารถเพิ่มมันได้ถึง 60% เรามีร่องรอยของหลักการที่แสดงว่าทำไมผู้คนถึงบอกต่อและแชร์มันมันอาจจะใช้โชคบ้างในการได้หมื่นล้านวิว คุณไม่สามารถคันวณได้ทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้หลายๆวิว มันมีกฏลูกบอลหิมะในเว็บ(กฏนี้คือการที่อะไรใหญ่ๆเกิดขึ้นจากสิ่งเล็กๆค่ะ:พี่มุ่ย) แต่ผู้คนจะแชร์เนื้อหา แชร์ไอเดียของคุณมากขึ้น ถ้าคุณเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงแชร์

Knowledge@Wharton: การเปลี่ยนแปลงในการโฆษณาและแวดวงเทคโนโลยีได้เปลี่ยนธรรมชาติของการดังของบางอย่างได้อย่างไรและในทางกลับดัน เหตุผลหรือความเร็วของการที่มันจะดังขึ้นมา?

โจนาห์: การโฆษณานั้นดีต่อการทำให้ตระหนักรู้ มันดีเพราะว่ามันทำให้ผู้คนหลายคนรู้ว่ามีสินค้าของคุณอยู่ แต่มันไม่ได้เกิดการชักชวนมาก ถ้าเราลองคิดดู พวกเราเชื่อในสิ่งที่เพื่อนพูดมากกว่าสิ่งที่โฆษณาพูด ถ้าคุณมีเงินมากพอที่จะซื้อโฆษณาซุปเปอร์โบล์วและนั่นมันคุ้มค่าในการที่จะทำ มันคุ้มค่าที่จะทำจริงๆมันไปสู่วงกว้าง และการตระหนักรู้ในวงกว้าง แต่มันไม่ได้ชักชวนหรือน่าดึงดูดขนาดนั้น อะไรที่น่าดึงดูดเรามักจะได้ยินจากเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานหรือบางคนที่คุณรู้จักว่าสินค้านั้นมันดี 90% ของคนเชื่อในสิ่งที่เพื่อนเขาพูด มีแค่ 30% เท่านั้นเชื่อในสิ่งที่โฆษณาพูด สิ่งที่ผมจะพูดกับบริษัทและองค์กรก็คือการโฆษณาไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ที่จริงแล้วมันก็เป็นทางหนึ่งที่ทำให้เกิดการบอกแบบปากต่อปาก แต่พวกเขาควรคิดว่าทำไมคนถึงต้องพูดถึงพวกเขา และแชร์โฆษณาของพวกเขาด้วย คุณจะสร้างเนื้อหา ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ได้อย่างไร ที่ผู้คนจะพูดถึงและแชร์

บทสนหนานี้โฟกัสอย่างมากกับเว็บและเว็บก็มีความสำคัญ แต่ที่จริงการบอกต่อกันเกิดขึ้นทางออฟไลน์มากกว่าออนไลน์ มีการโฟกัสเป็นปริมาณมากในโซเซียลมีเดียและเทคโนโลยี ทวิตเตอร์และเฟสบุ๊ตเป็นเครื่องมือที่อยู่ตรงนั้น แต่ถ้าคุณคิดให้ดี 5-6 ปีก่อนเราก็มี my space คุณอาจจะไปแล้วก็พูดว่า “my space จะเป็นที่ๆคุณทุ่มเททรพยากรลงไปทั้งหมด” ป่านนี้คุณคงไม่เหลือแล้ว ความรู้ตรงนั้นไม่มีประโยชน์ไม่มีใครใช้ myspace อีกแล้ว เฟสบุ๊คและทวิตเตอร์จะอยู่ไปถึง 10 ปีหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่คนจะยังคงแชร์และบอกต่อกันใช่ไหม แน่นอนครับมันเกี่ยวกับการเข้าใจว่าทำไมคนถึงบอกต่อและแชร์ ไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์หรือออฟไลน์มากกว่าเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้แชร์นะครับ

Knowledge@Wharton: คุณช่วยบอกตัวอย่างของการแชร์นอกคอมพิวเตอร์สิ

โจนาห์: ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบก็คือโมเวมเบอร์ องค์กรกุศลต่างๆมีปัญหา โดยส่วนมากการบริจากจะเป็นเรื่องส่วนตัว คุณรู้ว่าอะไรที่คุณบริจาค และคุณอาจจะรู้ว่าอะไรที่คู่ของคุณหรือเพื่อนรักของคุณให้บริจาค แต่คุณไม่รู้เลยว่าที่ออฟฟิศหรือโรงเรียนของคุณใครบริจาค การกระทำนี้เป็นเรื่องส่วนตัวแต่เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว มันจึงไม่สามารถแพร่กระจายในวงกว้าง ถ้าคุณไม่สามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นทำ มันก็ยากที่จะทำตาม ไอเดียหนึ่งที่ผมพูดในหนังสือก็คือ ทำให้เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องสาธารณะสิครับ ทำให้สิ่งที่คนทำนั้นสามารถมองเห็นได้ แคมเปณจ์ที่ผมชอบคือโมเวมเบอร์

หลายปีผ่านมาที่ออสเตรเลีย มีผู้ชายสองคน ดิ่มเบียร์กัน พวกเขาพูดคุยและคิดเกี่ยวกับสิ่งที่สนุกที่จะทำแค่ขำๆ พวกเขาตัดสินใจที่จะไว้หนวดแข่งกัน พวกเขาไว้หนวดที่เจ๋งมากและนั่นเกิดในเดือนพฤศจิกายน พวกเขาเลยเรียกโมเวมเบอร์ ปีถัดมาพวกเขาทำอีก พวกเขาตัดสินใจที่จะบริจาคเงินเพื่อมะเร็งในผู้ชาย มีองค์กรรณรงค์สำหรับมะเร็งในผู้หญิงมากมาย the 5K races, Susan G. Komen Foundation และอื่นๆ แต่ไม่มีมากนักสำหรับมะเร็งผู้ชาย พวกเขาใช้หนวดเป็นสัญลักษณ์แสดงพฤติกรรมส่วนตัว ในเดือนพฤศจิกาบน คุณไว้หนวดและคุณขอบริจาคจากคนเพื่อช่วยเหลือชายผู้ที่ทุกข์ทรมานจากมะเร็ง แต่อะไรที่ดีเกี่ยวกับการกระทำนั้น มันเป็นการกระทำที่สาธารณะมาก ถ้าบางคนเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญจ์ มันเป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างสาธารณะ ถ้าใครบางคนสนับสนุนแคมเปณจ์นี้คุณจะเห็นเขาไว้หนวดบนหน้า ถ้าบางคนเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปณจ์ คุณจะเห็นหนวดบนหน้าเขาถ้าใครบางคนในออฟฟิศของคุณเริ่มที่จะไว้หนวดในเดือนพฤศจิกายน หนวดและเคราที่เฟิ้มอย่างสวยงาม คุณก็จะถามเขา เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นเนี่ย พวกเขาก็จะพูดถึงแคมเปณจ์โมเวมเบอร์ ที่จะทำให้คุณทำในสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปีนี้หรือปีหน้า นี่คือเรื่องราวนอกคอมพิวเตอร์ แต่สาธารณะเป็นวิธีง่ายๆที่จะทำให้ไอเดียนั่นแพร่หลายไป

คิดถึงหูฟังแอปเปิ้ลสิ เราเคยถือเครื่องเล่นซีดีพกพา มันหยั่งกะถือพิซซ่า ถ้าคุณต้องวิ่งแบบนี้ คุณต้องแน่ใจนะว่าแผนมันจะไม่ข้ามเพลง พวกเขามากับสิ่งเดียวกับเรียกว่าเครื่องเล่น mp3 เป็นเทคโนโลยีที่ดีมาก แต่พวกมันราคาแพง มันคุ้มค่าหรือที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ถ้าคุณดูในรถไฟฟ้าใต้ดินหรือรถเมล์คุณไม่สามารถบอกว่าใครใช้เครื่องเล่นยี่ห้อไหนเพราะหูฟังมันสีดำ 

แต่แอปเปิ้ลฉลาดมาก ที่เขาใช้หูฟังสีขาว เมื่อคุณเริ่มเห็นคนใช้หูฟังสีขาวเยอะขึ้น คุณก็บอกว่า”โห คนใช้เยอะแยะมันต้องดีแน่ๆ” จึงทำให้คุณซื้อสินค้านั้นในที่สุด มันเหมือนกับการที่คุณไปต่างประเทศ แล้วคุณไม่รู้จะทานอะไร คุณจะตัดสินใจยังไง?ก็ไปร้านที่คนเยอะที่สุดไงครับ ตัวอย่างนี้อยู่นอกคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น แต่คุณสรุปว่ามันมีคนเยอะ มันก็น่าจะดี คิดเกี่ยวกับทำให้อะไรที่ดูส่วนตัว สาธารณะขึ้นมาสิครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งแวดล้อมนอกคอมพิวเตอร์ เป็นวิธีที่ดีที่จะทำให้สินค้านั้นดัง 



from WordPress http://ift.tt/2k1wiN3
via IFTTT

แปลสัมภาษณ์ผู้เขียน “ธรรมดาแต่ดังมาก” ตอนที่ 1

ไม่มีความคิดเห็น:

บันทึกการฝึก 30 วันเมื่อฉันมือตก:ตอนที่ 5

ไม่มีความคิดเห็น:

สวัสดีค่ะ บันทึก สิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างฝึกเริ่ม วันที่ 5
-การฝึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวน แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพการฝึก
-เราไม่จำเป็นต้องฝึกตามคนอื่นๆ ตามสิ่งที่หนังสือบอกว่าดี หรือตามอะไร ตามใคร เราสามารถออกแบบการฝึกด้วยตัวเองได้เหมือนเออร์เนส เฮมิงเวย์ทำ ก็คือเขาเปลี่ยนร้อยแก้วเป็นร้อยกรองเปลี่ยนร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว
-การฝึกพื้นฐานจำเป็นแต่ยังไม่ใช่สำหรับตอนมือตก เพราะมือตกเราต้องหาวิธีกลับมาวาดรูปได้สนุกเหมือนเดิมก่อน
-อย่าทู่ซี้ฝึกเมื่อเหนื่อยแล้ว

เอารูป Razzy จากวันที่ 3-4 มาวาดต่อให้เสร็จค่ะ

น้อง Opan แก้ให้ค่ะ

แก้แล้ว วันนี้วาดรูปเดียวให้เสร็จพร้อมลงสีค่ะ

ขอบคุณ Jom naknakorn,พี่ Lex manarae,น้อง Nanshu,น้อง Opan

ทิปส์วันที่ 5
-เวลาขอคำแนะนำ จะเป็นจากรุ่นน้องหรือรุ่นพี่ก็ดี ควรเลือกนิดนึงค่ะ สำหรับเราเกณฑ์การเลือกคือ 1.ต้องเก่ง 2.ทำงานสไตล์หลากหลาย ถ้าเป็นรูปวาดเรานิยมขอคำแนะนำจากรุ่นน้องมากกว่าค่ะเพราะรุ่นน้องส่วนมากจะ fresh ไฟแรง และยินดีให้คำปรึกษา แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มากกว่าก็ต้องปรึกษารุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ เรื่องสำคัญมากเลยนะคะการที่มีคนติชมงานเราจริงจัง



from WordPress http://ift.tt/2j7OZKs
via IFTTT

บันทึกการฝึก 30 วันเมื่อฉันมือตก:ตอนที่ 3-4

ไม่มีความคิดเห็น:

สวัสดีค่ะ สำหรับฝึกวันที่ 4 (วันที่สามข้ามไปเพราะติดธุระ) เราวาดภาพพอร์เทรทจากคน ซึ่งก็คือรูปที่เพื่อนๆเอามาให้ค่ะ โดยการฝึกนี้จะเป็นการแปลงคาแรคเตอร์หน้าซึ่งเราสอนนักเรียนอยู่ประจำว่าเวลาวาดไม่ต้องเหมือน ให้ได้ฟีลลิ่งมากกว่า ป.ล.เราตัด Log สภาพจิตใจออกทั้งหมดในวันนี้เหลือแต่รูปและข้อคิด ถ้าจะดู วิธีเขียน log สภาพจิตใจ ให้ดูวันที่ 2 ค่ะ

วาด Exodus เสร็จแระสำหรับคนที่ไม่รู้ แบบคือเรานะคะ

M.(ภาพด้านล่าง)
รู้สึกยังไง
-เพิ่งกลับมาวาดผมแบบนี้ได้
ยังไงอีก
-สนุกดี

ฝึกตามโปรแกรมการฝึกมา3-4วันแล้วได้อะไรบ้าง
-log สภาพจิตใจช่วยได้มาก แต่จริงๆแค่ถามตัวเอง ตอนนี้เราอยากวาดหรืออยากทำอะไรก็พอ
-อย่าเน้นจำนวน
-ฝึกเป็นเรื่องๆไปอย่าจับฉ่าย

สำหรับภาพที่ฝึกวันนี้ก็จะไปต่อวันพรุ่งนี้นะคะ

ส่วนอันนี้เขียนตามคอร์ส 10K follower ของ Jake parkerที่ดูระหว่างทำงาน
1.คุณใช้โซเซียลมีเดียอย่างไร
-เป็นแหล่งแชร์ความรู้ทางด้านวาดภาพประกอบและแชร์ผลงาน
2.คุณเป็นใคร ทำอะไร และต้องการจะ accomplish อะไร
-ฉันเป็นนักวาดภาพประกอบและครูผู้หญิง ทำงานสอนและงานวาดภาพประกอบ ต้องการจะสอนนักเรียนให้เข้าใจถึงโลกแห่งการทำงานจริงและเทคนิคที่นำไปใช้ได้จริงรวมทั้งทำงานภาพประกอบที่แสดงความสวยงามของมนุษย์และธรรมชาติในโลกแฟนตาซีอุดมคติแบบผู้หญิง
สไตล์จองคุณคืออะไร genre อะไร subject matter อะไร
-สไตล์ของฉันคือลายเส้นลงสีน้ำที่ปรับด้วยดิจิตัล วาดแสดงความงามของผู้หญิงและผู้ชายรวมไปถึงความงามของสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ genre Fantasy subject matter ผู้หญิง ผู้ชาย ธรรมชาติ
เรื่องราวของคุณเป็นอย่างไร
-ฉันจบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ฉันรักธรรมชาติ ชอบต้นไม้ และรักดอกผลของต้นไม้ ชอบต้นไม้แปลกๆโดยเฉพาะต้นไม้เขตร้อน ฉันป่วยถึง 6 ครั้งด้วยกันในช่วง 2008-2017 ฉันเป็นนายตัวเองมาตลอดตั้งแต่ปี 2008 โดยเป็นนักวาดภาพประกอบและครู
ฉันชอบเขียนบทความและกลอน และมีบลอคถึง 2 บลอคด้วยกัน แปลเพลงและรีวิวเป็นงานอดิเรก แต่ไม่เก่งหรอกนะ
ฉันแตกต่างจากนักวาดคนอื่นยังไง
-ลายเส้นที่พริ้ว ลวดลายที่ใส่เข้าไปในงาน การวาดความงามในอุดมคติ และการที่ฉันเป็นครูไปด้วยวาดภาพประกอบไปด้วย
3.จงอธิบายแบรนด์ของคุณ
ฉันเป็นนักวาดแนวสว่างสดใส ลายเส้นละเอียด ผู้หญิง ผู้ชายที่มีความ graceful ลวดลายแนว zentangle และ abstract pattern ที่ใส่ลงไปในงาน และมีความหมายแฝงอยู่ในทุกรูปที่วาดหรือไม่ก็แสดงความงามในอุดมคติ
4.your display name
MEISANMUI
5.your profile.
I’m illustrator graduate from architecture field.I accept illustration work worldwide.
I draw therefore I am
6.อะไรคือหลักการที่คุณยึดถือ
จะไม่วาดภาพ 18+ ยกเว้นฝึก และ artistic nudity ถ้าจำเป็น

 
 
 


from WordPress http://ift.tt/2jlxFTj
via IFTTT

บันทึกการฝึก 30 วันเมื่อฉันมือตก:ตอนที่ 2

ไม่มีความคิดเห็น:

เมื่อวานที่อัพบลอคไปมีคนตอบรับพอสมควร มีการกดแชร์เยอะพอสมควรค่ะ สำหรับวันนี้นั้น ก็คงจะเน้นการ input คือวันนี้เราคิดว่าเราไม่น่าจะมีอารมณ์วาดรูปทั้งวันเพราะติดสอนนั่นเองค่ะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฝีมือไม่พัฒนาสักที เราต้องหาทางปรับอารมณ์หรือหาวิธีทำให้สามารถวาดรูปได้แม้จะมีงาน อาจจะวาดรูปน่ารักง่ายๆซักนิดหน่อยขอดูสถานการณ์ก่อน

คืนวันที่ 1
บันทึกสภาพจิตใจ
อยากวาดรูปมั้ย
-อยาก แต่ ปวดตาแล้ว
รู้สึกอยากดูรูปไหม
-อยาก แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ตาจะแตกแล้ว
มีแรงบันดาลใจไหม
-มีแต่รู้สึกงานเยอะมาก
จัด priority สิ
-งานจ้าง,งานสอนมาก่อน แต่ตอนนี้ขอแก้อาการนี้ให้ได้ก่อน (มือตก เลเวล 10)ไม่งั้นทำอะไรไม่ได้
ได้ข้อคิดอะไรไหมหลังจากอัพบล็อคที่ 1
-มีสิ อาจารย์สั่งให้เขียนบันทึกนานแล้วดันไม่ทำเอง เพราะขี้เกียจเขียน ในที่สุดก็หาวิธีเขียนบันทึกที่เหมาะกับตัวเองได้
บันทึกช่วยอะไร
-ช่วยค้นหาสภาพจิตใจจริงๆว่าเราคิดยังไงทำไมวาดไม่ออก
แล้วเจอยัง
-มันขึ้นอยู่กับความอยาก
เป็นนักวาดมืออาชีพพูดงี้ได้ไง
-มันก็เหมือนฉันไม่อยากกินยาแต่ต้องกินน่ะ

ฝึกวันที่ 2
10.30 ตื่น
อยากวาดรูปไหม
-ไม่
อยากทำอะไร
-ดูรูปไปเรื่อยๆก่อน ใช้เวลาไม่มากแล้วก็ทำหน้าที่ๆต้องทำให้เสร็จ

10.40 อยากฝึกรึยัง
-ยัง ขอทำงานก่อน
อยากทำงานเหรอ
-ยังไม่อยากแต่ต้องทำแล้ว
ทำอะไรบ้าง
-อัดวีดีโอ,อัพวีดีโอ เดี๋ยวมีสอนอีกตอน สี่โมง กลับบ้านคงจะดึก

ยังไม่อยากทำงานแล้วจะทำได้ดีได้ไง
-เออ จริง
อยากทำอะไร
-อยากเขียนมากกว่า
เขียนอะไร
-status
ว่า
-เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ random

ทำไมมีงานสอนแล้วไม่อยากวาดรูป
-นั่นสิ….เพราะรู้สึกว่าเดี๋ยวต้องไปสอนแล้วเวลาน้อยมั้ง
เวลาน้อยอะไรนี่เพิ่งสิบโมง บ่ายสามถึงออกมีเวลาวาดเยอะแยะ
-เออ
อยากวาดรูปมั้ย
-อยาก
อยากวาดอะไร
-อาหาร วาดง่ายๆ ง่ายๆสุดๆ รูปวาดง่ายๆไม่ต้องคิด
โอเค ไปวาด ไม่จำกัดจำนวน วาดกี่รูปก็ได้
– ok

11.00 รู้สึกยังไง หลังจากวาด?
-ยังทำได้ไม่ค่อยดี
มีความสุขมั้ยตอนวาด
-สนุกดีไม่ต้องคิดว่าเบี้ยวไม่เบี้ยว ถูกไม่ถูก
ดีมาก คิดให้ได้แบบนี้ก่อน สนุกกับการวาดก่อนให้ได้

11.10 อยากวาดรูปมั้ย?
-อยากวาดรูปน่ารักๆๆๆต่อ แต่มันมีจิตว่าต้องทำงานแล้วอะ
อย่าเพิ่ง ทำไปตอนนี้ก็ทำได้ไม่ดี
-เออ
อยากวาดอะไร?
-สาวสวย ใช้ปากกาใหญ่ๆ ไม่ดูแบบ วาดเร็วๆ ไม่ร่าง อย่าบังคับให้วาดอะไรที่ไม่อยากวาดและต้องฝึกเพราะสกิลนะ

11.20 รู้สึกไงหลังจากวาดรูปล่าง
-เพี้ยน
อยากแก้ไหม
-ไม่ ไม่ชอบแก้
ทำไมไม่อยากดูรูปคนวาดหน้าสวยๆอย่างเดียว
-ทำไม่ได้ ปวดใจ เพนท์ถึกไม่ได้แล้ว เลยไม่อยากดู เลยเบื่อ
ทำไมไม่อยากแก้งานตัวเอง
-งานที่จบ คือจบ
งั้นควรเสก็ตซ์งานก่อนทำมาสเตอร์พีซเยอะๆนะ
-OK

11.30
อยากทำงานยัง
-ยัง
อยากทำอะไร
-กำลังคิดว่ามันจะไม่เป็นการตามใจตัวเองไปหน่อยเหรอ
เปล่า การทำสิ่งที่ไม่อยากทำหนะ ให้ออกมาดีมันยาก อย่างมากก็ได้งานธรรมดาๆ
ตกลงอยากทำอะไร?
-อยากดูรูปแล้วโพสต์แนวที่อยากไปหรือมีอะไรน่าสนใจ ยังไม่อยากวาดตอนนี้

11.30 รู้สึกยังไง?
-มีความสุขเวลาดูรูปพืช สัตว์ อาหาร ต้นไม้ จักรวาล boho ดอกไม้ ดอกไม้สีน้ำ คนสวย
แล้วไงต่อ?
-รู้สึกเฉยๆกับงานคาแร็คเตอร์ที่ไม่มีเนื้อเรื่องหรือ concept มา back
ที่ผ่านมาตัวเองทำงานแบบนั้นหมดเลยนะ
-อืม ต้องเลิกใช่ไหมหละ เพราะพอทำแล้ว ดูแล้วตัวเองไม่รู้สึกอะไรเลย จะให้คนอื่นรู้สึกอะไรได้ไง พวกงานชิ้นที่ชอบ มี concept มีเนื้อเรื่องมา back หมด

อยากทำงานยัง?
-อีกนิด เริ่มสนุกกับการหาว่าเราชอบดูอะไร
งั้นดูไปก่อน
-ขอเอาที่ไม่ใช่รูปวาดมาปนด้วยนะ

 

 

กลับมาฝึกต่อยังเหลือเวลา
อยากวาดรูปมั้ย
-อยากวาดตัวเอง แบบใช้ปากกาหัวใหญ่ๆวาดเร็วๆ
-รูปไหน?
ด้านล่าง

Finish assignment วาดหน้าตัวเองใช้ปากกาหัวใหญ่ๆวาดเร็วๆ

รู้สึกยังไง?
-วาดเพี้ยน ,แต่ผ่อนคลาย
ทำไมถึงวาดเพี้ยน
-ไม่ได้ร่าง
ทำไมถึงไม่ร่าง
-ขี้เกียจ
ทำไมถึงขี้เกียจ
-ก็แค่อยากวาดปะ
แล้วทำไมถึงโพสต์งานที่ดูขี้เกียจออกมา
-แค่อยากโพส
แค่อยากโพสไม่ได้นะ เดี๋ยวโดนด่าหรอก งานขี้เกียจ งานฝึกมือ เอาไปโพสต์ในโปรไฟล์ ห้ามโพสต์ข้างนอก

อยากวาดอะไร ?
-ตัวเอง เป็นหน้าการ์ตูน วาดด้วยดินสอ แบบใช้พลังงานสัก 40%


Finish assignment วาดหน้าตัวเองใช้ดินสอ
ทำไมวาดตัวเองไม่สวยเลย
-นั่นสิ
กลัวเหรอ
– กลัวคนว่าเวอร์
แล้วทำไมอยากวาดตัวเอง
-เป็นสิ่งที่รู้จักมากที่สุด
งั้นไปวาดให้สวยๆเลย คุณชอบความสวยงามในอุดมคติไม่ใช่เหรอ

Finish assignment วาดความสวยงามในอุดมคติของหน้าตัวเอง
เอ่อ รู้สึกยังไง
-รู้สึก ไฟนอลบวกทาเคนากะบวกความมุ่ย ออกมาเป็นความเละ
ตั้งใจวาดดิ ทำไมมองตัวเองไม่สวยอีกละ
-มันทำใจให้วาดสวยกว่านี้ไม่ได้
เอางี้จินตนาการใหม่สมมติเกิดอีกมิตินึง เป็นสววรค์ แล้วเป็นนางฟ้า ตัวเองตอนนี้จะหน้าตาแบบไหน
-คงต้องไม่ใส่แว่นเนอะ
เอาเลย

Finish assignment วาดความสวยงามในอุดมคติของหน้าตัวเอง
เอ่อ รู้สึกยังไง
-รู้สึก ไฟนอลบวกทาเคนากะบวกความมุ่ย ออกมาเป็นความเละ
ตั้งใจวาดดิ ทำไมมองตัวเองไม่สวยอีกละ
-มันทำใจให้วาดสวยกว่านี้ไม่ได้
เอางี้จินตนาการใหม่สมมติเกิดอีกมิตินึง เป็นสววรค์ แล้วเป็นนางฟ้า ตัวเองตอนนี้จะหน้าตาแบบไหน
-คงต้องไม่ใส่แว่นเนอะ
เอาเลย


  • อย่าฝืนฝึกในสิ่งที่ตัวเองไม่อยาก โดยอ้างว่าสิ่งนั้น จำเป็น เพราะมันจะทำให้เบื่อ สำหรับคนเบือง่าย แล้วก็จะพาลคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถ สามารถฝึกย้อนได้ เช่น อยากฝึกอะไรฝึกไปก่อน แล้วย้อนมาฝึกพื้นอีกทีตอนที่เราสนุกและมีอารมณ์ฝึก
  • เคล็ดลับอีกข้อค่ะ ที่พบระหว่างทาง เวลารู้สึกอยากวาดเบาๆ แต่ไม่อยากวาดโดยมีความกดดันว่าต้องสวย ให้ลองวาดสิ่งที่ชอบโดยไม่ต้องร่างดู โดยมีข้อแม้ว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ไม่มีโครงสร้างหรืออนาโตมี่ เช่น “อาหารที่เราชอบ”(ต้องมีสักอย่างแหละ) เหมาะมากสำหรับการฝึกแบบเบาๆวอร์มอัพ ฝึกเส้น
  • และสิ่งที่ค้นพบเมื่อวานที่เป็นคีย์เวิร์ดเลยคือ ถามใจตัวเอง อยากวาด เพราะอยากให้มีผลงานไปงั้นๆ หรืออยากวาดจริงๆ ให้เลือกวาด ตอนที่ใจอยากวาดจริงๆ เวลาที่เหลือเอาไปบริโภค input ดีกว่าค่ะ เช่นงานดีไซน์ อื่นๆ


from WordPress http://ift.tt/2iSVVLA
via IFTTT