ค้นหาบล็อกนี้

ทำไมคนเราถึงเปลี่ยนสไตล์การวาด

ไม่มีความคิดเห็น:

เคยไหมเวลาที่เจออาจารย์ที่ชอบมากๆแต่เขาเปลี่ยนสไตล์การวาดซะอย่างนั้น 

สำหรับเรา

ถ้าถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนสไตล์การวาด
หลังๆมาจะพบว่าเราเปลี่ยนสไตล์การวาดให้ดูวาดง่ายขึ้น ไม่ถึกเหมือนเมื่อก่อน
เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำงานถึกๆเพื่อพิสูจน์ฝีมือตัวเองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเราไม่ได้ทำงานในสตูดิโอไหนเลยหรือไม่ได้ทำกับสำนักพิมพ์ไหนเลย หรือแม้แต่การโฟกัสเรื่องงานวาด ไม่ใช่ว่าเราไม่ลองกลับไปทำงานวาด เรากลับไปทำ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราจริงๆมันฝืนมาก สำหรับการรับจ้างวาด เราเลยจุดที่จะบอกว่าเรารักงานวาดและมันจะเลี้ยงชีพเราตลอดไป แต่ยังบอกว่าเพราะเราวาดจึงเป็นเราวันนี้เหมือนเดิม

เรามีกิจการของตัวเอง แล้วลำพังการดูแล illustcourse ให้รันได้สมบูรณ์แล้วยังงานอดิเรกอื่นๆที่เราสนใจอย่างการแต่งนิยายอีก แต่ถ้าถามว่าสอนให้เพนท์งานถึกๆได้ไหมสอนได้ แต่เรารู้สึกว่างานเด็กสมัยใหม่ ทำถึกเหมือนกันหมด แล้วสไตล์ถึก ก็เป็นสไตล์ที่เป็นที่นิยมทั้งในไทยและในต่างประเทศ เราเลยไม่อยากถึก เวลาเห็นคนทำอะไรเยอะๆแล้วเป็นโรคไม่อยากทำเหมือนใคร อยากทำงานแบบเบาๆดูบ้างตอนนี้เราอยากลองเน้นลายเส้นแล้วลงสี flat เรียบๆเกลี่ยสีเท่าที่จำเป็นพอ

เราคิดว่าชีวิตของคนแต่ละคนมีจังหวะชีวิตของมัน เหมือนกับว่า ถ้ายังไม่ถึงจุดที่เราดิ้นรนไขว่คว้า หรือค้นหาอะไรก็ตาม เราก็ยังจะไขว่คว้ามันต่อไปจนพบว่า สิ่งที่เราไขว่คว้ามันนำไปสู่สิ่งอื่นๆในชีวิตได้ นั่นแหละถึงจะถึงจุดที่เรารู้สึกว่าพอเถอะ ไปทำอย่างอื่นที่สนใจในชีวิตแล้ว เปิดโอกาสให้นักวาดรุ่นใหม่ๆขึ้นมาบ้าง ให้โอกาสคนรุ่นหลังๆทำงานบ้าง เหมือนที่น้องสาวเราพูดเอาไว้แบบนี้

การที่ใครสักคนเปลี่ยนลายเส้นมันจึงหมายถึงการที่ชีวิตหรือมุมมองของชีวิตของคนๆนั้นเปลี่ยนแปลงไป อาจจะไปสู่จุดใหม่ของชีวิต มันไม่ใช่จุดจบ หรือการที่ใครสักคนจะมาบอกว่าโอ๊ยคนนั้นหนะจบแล้วเรื่องการวาด วาดไม่เก่งขึ้น หรือไม่ได้พัฒนาขึ้น เพราะการที่คนเราพัฒนาขึ้น มันไม่ได้มีแค่มิติเดียว ไม่ได้มีแค่มิติของการวาดรูปเท่านั้น แต่ยังเป็นมิติของการพัฒนาตัวเองในด้านอื่นๆให้เติบโตขึ้นมาด้วย เราจึงคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมือตก วาดรูปไม่ดีขึ้น ล้วนนำไปสู่การพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆทั้งสิ้น

ดังนั้นอย่าไปตัดสินเลยว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมันไม่ดี สมมติอาจารย์ที่เราชอบเปลี่ยนลายเส้น ก็ให้มองว่า เออ เขาอาจจะทดลองเทคนิคใหม่ๆ เพื่อทำให้งานเขาแปลกตาออกไปก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร การที่คนๆหนึ่งจะทดลองงานวาดแบบใหม่ๆดูบ้าง ยกตัวอย่างเช่น เซ็ทภาพประกอบนิยายของเรา ล้วนเป็นแนวใหม่ที่เราไม่เคยลองทำงานแนวนี้มาก่อน คือแนวลงสีเบาๆ

ภาพประกอบนิยายที่เราเขียนที่ http://www.koronox.com

พอเราลองทำแนวนี้เราพบว่าตัวเองสนุกมากที่ไม่ต้องคิดถึงเรื่องการเรนเดอร์ให้ละเอียด ให้หนัก ได้ภาพดูเบา สบายตา ถามว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหน คงต้องบอกว่าเป็นอาจารย์ Shigenori Soejima  ผู้ออกแบบ persona 5 จริงๆก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายแจ่มใสที่เราเคยไปทำปกอยู่ช่วงสั้นๆด้วย เพียงแต่เราต้องการลงให้ออกมาดาร์คกว่านั้นมากหน่อย

ดังนั้นเรื่องของการเปลี่ยนสไตล์การวาดมันจึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลเกินกว่าที่สังคมภายนอกจะบอกว่าอย่างนั้นดีอย่างนั้นไม่ดี สำหรับตัวเรา การลงสีถึกๆนั้นเราเคยทำได้มาก่อน แต่พอมาจุดหนึ่งเรากลับรู้สึกว่างานแนวนั้นน่าเบื่อ และถ้าไม่มี message อะไรที่น่าสนใจในภาพเลยก็ยิ่งดูน่าเบื่อขึ้นไปอีก เรารู้สึกว่าคนที่ทำงานฉลาดคือคนที่คิด message ที่ต้องการจะสื่อก่อน แล้วใช้สไตล์เป็นตัวสื่อข้อความนั้นออกมาให้คนได้รับรู้ โอเค อาจจะมีคนวิจารณ์ว่า ทำแบบนี้ไม่ดี ทำแบบนี้ดีกว่าอะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้ว ตัวคนที่วาดเองนั่นแหละที่จะเป็นคนตัดสินว่าทำแนวไหน หรือสไตล์ไหนดี อย่าให้คนอื่นเป็นคนตัดสิน เพราะสุดท้ายคนที่อยู่กับทางเลือกนั้นก็คือตัวเราเท่านั้นค่ะ เพราะฉะนั้นควรทำสไตล์ที่เรามีความสุข เพราะเราจะทำออกมาได้ดี ถึงแม้เราจะยังไม่มีชื่อเสียงในวันนี้ แต่เรามีความสุขในการสร้างผลงาน นั่นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการที่จะทำให้งานเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้างค่ะ เราเอาเรื่องนี้ไปคุยกับรุ่นพี่ รุ่นพี่ให้เราวาดภาพหนึ่งออกมาคือภาพด้านล่างนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดใหม่ มันคือเรื่องของชื่อเสียงและชีวิตและวัฎจักรของสรรพสิ่งนั่นเอง



from WordPress http://ift.tt/2m5CZi9
via IFTTT

การหางาน commission และการสร้าง Brand เบื้องต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

วันนี้บลอคนี้ยาวมากค่ะเนื้อหาแน่นสุดๆ

การหาลูกค้า

คุณสามารถหางาน commission ได้หลายช่องทาง
ได้แก่ Deviantart,Elance,Odesk,99 design,fiverr นั่นเองที่เป็นแหล่งหางาน commission
ซึ่งในบทนี้จะเป็นวิธีในการจัดการลูกค้าเมื่อหาลูกค้ามาได้แล้วค่ะ

การหาลูกค้านั้น ถ้าหลายๆคนไม่รู้หลักในการหาลูกค้า โดยปกติแล้ว
ลูกค้าที่เคยซื้อของคุณ หรือจ้างคุณ มีแนวโน้มว่าเขาจะซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆของคุณ
หรือ commission ในรูปแบบอื่นๆเมื่อคุณมอบ Wow experience ให้กับเขาค่ะ
เช่นคุณตั้งใจทำงานมาก งานเนี้ยบมาก ในราคาที่เขารับได้ ลูกค้า 20% จะมีความพึงพอใจ และอาจจะจ้างคุณต่อ

ทุกคนก่อนจะเป็นลูกค้าคุณได้นั้น เขาต้องเป็น prospect หรือผู้มุ่งหวังก่อน
เช่น คนที่ message หรือ line มาถามคุณ ว่าคิดค่าจ้างเท่าไร
เขาจะไม่เป็นลูกค้าคุณ จนกว่าคุณจะปิดการขายได้
ซึ่งการขายนั้น มีหลักการง่ายๆ คือ คุณมีความแตกต่างอย่างไร
และบ่งบอก benefit หรือประโยชน์ที่ได้รับจากการ deal งานกับคุณ

เช่น คุณเป็นนักวาดที่เป็นกราฟฟิค ด้วย คุณอาจจะคิดงานเป็น package
แล้วก็บอกว่า การซื้อเป็น package นี้ดียังไงบ้าง ลูกค้าจะได้รับอะไรบ้าง
เช่น Banner 1 อัน ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์ 10 ภาพ พร้อมกับภาพถ่ายนางแบบ และโลโก้
ซึ่งคุณควร positioning ตัวเองให้ชัด เช่น เรื่องของราคา และการดีลงาน จะต้องเป็นมืออาชีพค่ะ

ซึ่งการที่คุณจะขายอะไรได้นั้น คุณจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดี
กับคนทั่วๆไปก่อน และพยายามโฟกัสที่ทำตัวให้เป็นประโยชน์ และดูน่าเชื่อถือด้วย
การที่คุณช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนก่อนนั้น มันเป็นการให้ และสุดท้ายคนที่ให้มากเท่าไร
ก็จะได้กลับไปเท่ากันหรือ law of reciprocate ค่ะ

ยกตัวอย่าง คอร์สของ illustcourse จะเน้นไปที่คอร์สตัวต่อตัว และกลุ่มเล็ก เน้นคุณภาพ
อันนี้คือ positioning ของเรา  คอร์สตัวต่อตัว intensive manga illust ราคา 12.500 บาท
ซึ่งไม่เคยมีคนสอนวาดในเรทราคานี้มาก่อน  แต่ปรากฏว่าการตั้งราคานี้ทำให้เรามีนักเรียนมาเรียนมาก
เนื่องจากเรามีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

และเทคนิคการสอนของเราได้ผลจริงๆจากนักเรียนพูดเองเลยว่า
งานอัพขึ้นหลังจากเรียน เป็นเพราะไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำงานวาด
แต่เราพัฒนาจากคนที่วาดไม่เก่ง เป็นวาดเก่ง จนทำงานได้จริง เราจึงรู้ว่าควรสอนเด็กยังไง
นอกจากนี้เรายังสอนพื้นฐานการออกแบบให้น้องๆที่มาเรียนด้วย ไม่ใช่การวาดเก่งอย่างเดียว
ผลคือ คือเด็กพัฒนาขึ้นจากผลงานจริงๆ ทำให้คอร์สมีคนลงเป็นเวลาหลายเดือนติดๆกัน

นักเรียนส่วนมาก เมื่อลงคอร์สเริ่มต้นหรือคอร์สพื้นฐานแล้ว
ก็จะอยากลงเรียนคอร์ส digital ต่อไปด้วย เพราะฉะนั้น การทำให้ลูกค้าเดิมพึงพอใจและกลับมาซื้อซ้ำ
จึงดีกว่าการหาลูกค้าใหม่ นอกจากนี้ ลูกค้าเก่าที่พึงพอใจกับผลงานคุณ
มีแนวโน้มว่าเขาจะบอกต่อเพื่อนไปเรื่อยๆ กรณีนี้เรียก Evangelist
คือ ขั้นสุดของการเป็นลูกค้า คนแบบนี้จะเปรียบเสมือนโทรโข่งประกาศเดินได้ค่ะ
เขาจะบอกเพื่อนๆเขา ว่าเขาชอบภาพที่คุณวาดให้มาก และแนะนำเพื่อนให้มาใช้บริการคุณ
เพราะฉะนั้นหน้าที่คุณคือสร้างผลงานให้อลังการ และรักษาลูกค้าชั้นดีเอาไว้

เช่น เราอาจจะทำโปรโมชันให้ลูกค้าเก่าสนใจในการซื้อสิ่งต่างๆจากคุณใหม่
ถ้าลูกค้า สามารถแนะนำเพื่อนมาได้ หรือมากันเป็นกลุ่ม
จะมีการลดราคาให้,หรือคล้ายๆกับคูปองสะสมแต้มหรือแสตมป์เซเว่น
หรือ แจกนามบัตรให้ลูกค้า บอกว่า ถ้าเอานามบัตรไปแจกเพื่อน
แล้วเพื่อนเขามาจ้างคุณ คุณอาจจะให้ส่วนลด หรือ 108 วิธีในการคิดการตลาดเฉพาะตัวขึ้นมาค่ะ

ปัญหาเกี่ยวกับลูกค้าของเรา คือ เราเคยเจอบางคนที่ไม่จ่ายค่าสอนจนถึงวันสุดท้ายจริงๆค่ะ
และให้เราไปสอนที่บ้าน ไกลมาก เสียค่าเดินทางประมาณ วันละ 600
สอนเสร็จกว่าจะกลับถึงบ้านเหนื่อยมาก ก็เลยคิดว่าตัดปัญหาคือ
ถ้าจะให้เราไปสอนที่บ้าน ก็จะต้องมีค่าเดินทางให้ด้วย ชาร์จตามความไกลค่ะ

คุณต้องกล้าที่จะตัดลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายคุณออกไปเลยค่ะ
เช่น เหมือนเราที่จะไม่รับงานวาดจากชาวไทย ที่เป็นคนทั่วไป
ไม่ใช่บริษัทเนื่องจากคนพวกนี้มักจะให้แก้งานบ่อยๆจนกว่าจะพอใจแล้วก็มีเบี้ยวเงิน
นอกจากนี้ถ้าทำกับบริษัทไทย จะต้องมีการวางบิล 50% ก่อนทุกครั้งค่ะ

นอกจากนี้ ปัญหาอีกอย่างที่คุณอาจจะเจอคือเจอเร่งงานถ้าเจอแบบนี้
คุณก็ควรจะบอกเลยว่า ถ้าเร่งต้องมีค่าธรรมเนียมเพิ่มนะคะ ถ้าแก้งานเกินกี่ครั้งๆ คิดค่าแก้เป็นรอบๆ

นอกจากนี้เราเคยเจอมาสองสามครั้ง ที่พ่อแม่เด็กหาที่เรียนให้เด็กลงเพื่อเติมเต็มเวลาว่างของเด็ก
ปรากฏว่าเด็กมาเรียนด้วยความซังกะตาย และดูไม่ได้ชอบงานวาด
ตอนหลังเด็กมาขอเรียน 2 อาทิตย์ต่อครั้ง และมีขอดรอปไปชั่วคราว เราก็ตัดเลยค่ะ
เพราะเราไม่ต้องการสอนเด็กที่ไม่ได้มี passion ในงานวาดจริงๆ

มันต่างกันนะคะ ระหว่างเด็กไม่มี passion กับเด็กไม่เก่ง เด็กไม่เก่งนี่ เขาอาจจะยังไม่เจอวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง หรือแค่ไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง คิดงานไม่ออกเพราะไม่มีคน guide ถ้าเด็กไม่เก่งจับทางได้อยู่หมัดเมื่อไร จะกลายเป็นเด็กเก่งทันทีค่ะ

ส่วนเด็กไม่มี passion ในสิ่งนั้นเลย จะเรียนแบบให้พอผ่านๆไปวันหนึ่งค่ะ เด็กพวกนี้ควรหา  passion หรือสิ่งที่ตัวเขาหลงใหลให้เจอ

ขั้นตอนการทำ commission

1.ก่อนจะทำงาน น้องต้องดูลูกค้าก่อนค่ะ 

อย่างแรกคือน้องต้องรู้ชื่อจริงของลูกค้า และทราบ website ของลูกค้าว่ามี url อะไร จากนั้นก็ไป search ใน google ถึงประวัติลูกค้า การที่เรารู้ประวัติลูกค้านั้นจะดีกว่า เนื่องจากลดความเสี่ยงในการเบี้ยวงานของลูกค้าได้ค่อนข้างสูง สำหรับพี่นั้นก็เจองานประเภทฟรีมาเยอะค่ะ ช่วงแรกๆที่รับทำงาน ก็จะมีการต่อรองจากลูกค้า เช่น ถ้าประมูลโปรเจคนี้ผ่าน เราจะได้เงิน XXXXX บาทเป็นต้นค่ะ​แนะนำว่า ถ้าลูกค้าแบ่งเปอร์เซนต์นี่ ทำใจได้เลยว่าน้องอาจจะเจอฟรีล้วนค่ะ โอกาสเสี่ยงประมาณ 50-70%

ทั้งนี้น้องอย่าไปคล้อยตามลูกค้าค่ะ เนื่องจากเราไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์หรือหุ้นส่วนกับลูกค้า เพราะฉะนั้น ลูกค้าควรให้เงินเราในการทำงานเป็นชิ้นๆ เราไม่ควรจะลงไปเสี่ยงดวงกับลูกค้าด้วย เช่น ในกรณีนี้ถ้าลุกค้าประมูลงานไม่ผ่าน เท่ากับว่าเราต้องทำฟรีๆไปเลยค่ะ

 2.จ่ายเงินอย่างน้อย  50% ก่อนการเริ่มงานหรือแบ่งจ่ายทีละเฟส

อันนี้ชัดเจนนะคะสำหรับคนไทย นอกจากนี้น้องต้องบอกด้วยว่า จ่ายมา 50% แล้วน้องจะเสร็จและส่งมอบงานส่วนแรกให้วันไหน ถ้ายังจ่ายไม่ครบ อย่าเพิ่งให้งานที่เสร็จแล้วไปค่ะ น้องต้องตกลงก่อนว่าที่จ่าย 50% นั้น ลูกค้าจะได้รับอะไรบ้าง ในวันไหน?เช่น มีมาสคอทด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง หรือ  character sheet พร้อมกับ design ชุดตัวละคร 4 อาชีพ ยังไม่ลงสี เป็นต้นค่ะ ส่วนที่เหลือก็รอให้จบก่อนแล้วก็ส่งให้ลูกค้าดูอีกครั้ง เมื่อลูกค้าโอเค ให้ลูกค้าโอนอีก 50% มาให้เรา จากนั้นเมื่อได้รับเงินแล้วค่อยส่งมอบไฟล์ให้ลูกค้าค่ะ

3.ลักษณะงานที่ได้รับหรือทำ

เป็นได้หลายอย่างค่ะ เราต้องพยายามหาจุดเด่นในการขายงานของเราให้ได้ อย่างเช่น ขายตุ๊กตาปั้น,วาดรูปล้อ,หรือภาพวาดล้อเลียนบุคคล,ออกแบบคาแรคเตอร์,ออกแบบปกหนังสือ,ออกแบบการ์ดเกม,ทำพรีเซนต์งานแต่ง ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งก็สามารถขยายได้เยอะและแยกย่อยลงไปอีกมากมาย ทั้งนี้การโฟกัสที่ตลาดของไทยนั้นจะทำให้ได้ราคาที่ถูกลงมา ถ้าเราขายให้ชาวต่างชาติด้วย โดยส่วนมากจะได้ราคาดีกว่า แต่ก็โปรโมทได้ยากขึ้น ถ้าน้องภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนะคะ

ทั้งนี้การรับงานวาดจากบริษัท,สตูดิโอ,เอเจนซี หรือ ลูกค้าทั่วไปนั้น ก็มีขั้นตอนในการทำงานเหมือนกัน และการเบี้ยวเงินก็เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือเล็ก ถ้าไม่อยากปวดหัวเรื่องการวางบิลนั้น น้องอาจจะเลือกทำงานกับลูกค้าทั่วไป หรือการผลิตสินค้าขายคนทั่วไปจะดีกว่า  อย่างเช่น กรณีที่ลูกค้าเป็นลูกค้าทั่วไปนั้น น้องจะได้รับเงินเร็วกว่าการรับงานจากบริษัทซึ่งต้องมีการวางบิลและต้องให้ผู้ใหญ่เคาะผ่านถึงผ่าน

ทั้งนี้ถ้าน้องอยู่สายไหนให้พยายามโฟกัสกลุ่มของงานที่รับทำไม่เกิน 4-5 อย่าง (จริงๆแล้วไม่ควรเกิน 3 เลยด้วยซ้ำ) คือถ้าน้องทำเยอะไป อะไรก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิค,ภาพถ่ายก็ทำได้ ทำให้งานของน้องจะไม่โดดเด่นจากคนอื่นๆ เนื่องจากน้องทำในสิ่งที่คนอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกัน น้องต้องพยายามหาจุดขายในงานของเราที่แตกต่างจากคนอื่นๆให้ได้ค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น พิซซ่าฮัทหรือพิซซ่าคอมพานีที่เมื่อน้องสั่งแล้วจะได้รับภายใน 30 นาที ถ้าเกินนี้กินฟรี,ถ้าเป็นเราก็อย่างเช่น ถ้าสั่งทำเยอะ เช่น ในกรณีลูกค้ามาจ้างน้องออกแบบคาแรคเตอร์ เอาไปเป็นของชำร่วยในงานแต่ง โดยเราจะเป็นผู้ติดต่อ supplier และควบคุมคุณภาพของงานที่ออกต่างๆให้ทั้งหมด ลูกค้ารอรับสินค้าอย่างเดียว อันนี้เราก็อาจจะชาร์จเป็นแพคเกจ

4.แพคเกจงาน

สมมติน้องเป็นเว็บดีไซน์เนอร์ น้องอาจจะคิดราคาเป็นแพคเกจของงานและ scope ของงานที่น้องจะได้รับผิดชอบ เช่น  install CMS,ออกแบบ theme,ทำbanner โฆษณา นอกจากนี้ถ้ามีการที่น้องต้องเป็น moderater เพื่อดูแลเว็บด้วย อันนี้ก็ต้องชาร์จเพิ่ม เป็นต้นค่ะ นั่นก็คือ ขึ้นอยู่กับว่าเรา set package ไว้ยังไง และประเภทงานที่เราทำเป็นแบบไหน ถ้าเป็นงานปกก็อาจจะเป็นแพ็คเกจอย่างเช่น ปกหน้า-หลัง ภาพเนื้อใน SD ประกอบและ gimmick อื่นๆที่ใช้ในการจัดเลย์เอาท์

การที่น้องมีแพคเกจให้ลูกค้าเลือก มันจะโอเคกว่าเนื่องจากว่าลูกค้าจะสามารถเห็นภาพชัดเจนว่าจะได้อะไรบ้าง โดยเฉพาะงานที่มีการแตกแยกย่อยงานยิบบ่อยไปอีกเช่น งานพรีเซนต์แต่งงาน ก็อาจจะมีภาพ character ในสไตล์ sd  มีวีดีโอพรีเซนต์,โลโก้ของบ่าวสาว รวมถึงงานที่ใช้ทำของชำร่วยอื่นๆด้วยหรือการ์ตูนบนการ์ดแต่งงาน เป็นต้นค่ะ

6.การตั้งราคา

ราคาของบริการแต่ละแบบของเรา ควรจะมีการเซ็ทให้เรียบร้อยก่อนทำงานค่ะ เช่น เราควรกำหนดไว้ชัดเจนว่างาน commercial ใช้ในเชิงพาณิชย์ กับส่วนตัวนั้น คนละราคากัน เช่น งานพรีเซนต์งานแต่งงาน ถือว่าเป็นงานที่ไม่ใช่งาน commercial เราสามารถชาร์จในราคาที่ถูกกว่าราคาที่ทำกับสำนักพิมพ์ประมาณหนึ่ง เนื่องจากลูกค้าเป็นรายย่อย แต่เวลาตั้งราคาไม่ควรตั้งต่ำไปค่ะ ตั้งสูงไว้ก่อนดีกว่าตั้งต่ำเสียอีก และในเว็บน้องก็อาจจะมีราคาคร่าวๆ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจ

การที่น้องตั้งราคาไว้ที่เท่าไรนั้น มันเป็นการ  position ตัวเองในระดับนั้นค่ะ เราต้องดูคู่แข่งหรือคนที่ทำคล้ายๆกับเราว่าเขาคิดที่เท่าไร?อย่างไรก็ตาม การตั้งราคา ถ้าน้องไปดูคนอื่นๆมากน้องจะเสียจุดยืน ให้ดูว่าคนอื่นเขามีวิธีการจัดแพ็คเกจงานอย่างไร คิดราคาทีเท่าไรบ้าง แก้ไขได้กี่ครั้ง ชาร์จเพิ่มหรือไม่ เป็นต้นค่ะ ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องคิดให้ละเอียด และถ้าน้องไปตั้งราคาต่ำ เวลาจะอัพราคายากแล้วค่ะ

7.การรับงานมาทำ

มาถึงจุดนี้แล้วก็จะบอกว่า ก่อนจะรับงานไหนๆมาทำ น้องควรดูว่า งานที่น้องทำนั้น เป็นงานได้เงินอย่างเดียวหรือเปล่า แต่เราไม่ได้ชอบทำ เราไม่ได้ใส่จิตวิญญาณให้กับงานที่เราได้ทำเลย ถ้าตกอยู่ในสภาพที่เลือกไม่ได้ ต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ พี่คิดว่าสู้น้องหางานที่ได้เงินดีหน่อยแล้วทำงานวาดเสริมจนกระทั่งได้เงินมากพอที่จะทำงานที่ได้ราคาดีหน่อยดีกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ยิ่งน้องเปลี่ยนสายไปทำงานอื่น จะหวนคืนวงการอาจจะยากแล้วค่ะ นอกจากน้องจะขยันมากในช่วงเวลาว่าง ซึ่งพี่แนะนำว่าถ้ารับงานมาทำเยอะๆควรระวังเรื่องสุขภาพให้ดีๆด้วยเนื่องจากน้องอาจจะป่วยได้

งานที่น้องควรจะทำ คืองานที่ทำแล้วมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้สูง มีความก้าวหน้าในชีวิตในหลายๆด้าน และทำให้น้องเติบโต ไม่ใช่งานที่ถอยหลังลงคลองแล้วก็ทำเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองไปวันๆโดยถามตัวเองว่าตกลงความหมายในชีวิตมันคืออะไรกันแน่ เรื่องของการงานมันเป็นแค่ตัวเลือกที่ทำให้เราไม่อดตายไปก่อน แต่สิ่งต่างๆในโลกนี้มันจะไม่มีความหมายต่อน้องเลย ถ้าทำแล้วมันไม่มีความสุข พี่เชื่อว่าคนเราไม่ได้เกิดมา เรียนหนังสือเก่งๆ มีครอบครัว มีตำแหน่งสูงๆ มีบ้าน มีรถ เสมอไป เพราะสิ่งเหล่านั้นมันคือเป้าหมายสำเร็จรูปที่คนต่างมโนกันไป น้องควรหาให้เจอว่าสิ่งที่น้องอยากจะค้นหา สิ่งที่มันมีความหมายต่อชีวิตน้องจริงๆมันคืออะไรค่ะ

ต่อมา ถ้าน้องโอเคกับงานนั้นๆแล้ว การรับงานมาทำ เราก็ต้องดูหลายๆอย่างประกอบไปด้วย เช่นลักษณะของลูกค้า และนิสัยของลูกค้าคนนั้นๆ ถ้างานน่าทำมาก แต่ลูกค้าไม่โอเค ก็ไม่ดีนะคะ ถ้าน้องอยากทำมากจริงๆ แต่น้องรู้มาว่าลูกค้าหรือสำนักพิมพ์นี้คัดงานโหด แก้งานประจำ น้องก็ควรดูด้วยว่า ราคางานนั้นเหมาะสมหรือเปล่ากับการที่เขาแก้ไขงานเราจนกว่าเขาจะพอใจ เนื่องจากฝรั่งเขาจะคิดราคาตอนแก้งานนะคะ

8.เปิดใบเสนอราคา

อันนี้เป็นสิ่งที่  Advance ขึ้นมาอีกระดับ นั่นก็คือ การที่เรามีลูกค้าเป็นบริษัทต่างๆ เราจะต้องวางบิล หรือเสนอราคา (quotation) ไปให้ลูกค้า เบื้องต้นนั้นลูกค้าจะบอกว่าเราต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นเราก็ต้องเขียนใบเสนอราคา ที่ส่วนมาก น้องจะทำเองก็ได้ หรือจะไปหาโหลดตามในเว็บก็ได้ พิมพ์คำว่าตัวอย่างใบเสนอราคาค่ะ ซึ่งส่วนนี้มันอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับการเอาค่าใช้จ่ายไปหักภาษีของบริษัท ทั้งนี้บริษัทจะมีเวลาอนุมัติเงินช้ากว่าคนทั่วไป นั่นก็คือเราจะต้องกำหนดเลยว่า เราเสนอราคาไปวันนี้ๆ แล้วลูกค้าต้องส่งเงินมาภายในวันนี้ๆ และงานจะเสร็จภายในกี่วัน เวลาบอกลูกค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้อย่างที่พูดด้วยค่ะ ไม่งั้นเครดิตจะเสียนะคะ

ในใบเสนอราคา นอกจากจะมีเรื่องของราคาแล้ว เราอาจจะคิดราคาแยกย่อยลงไปในแต่ละส่วน เช่น อนิเมชันพรีเซนต์แต่งงาน ราคา 10,000 บาท,งาน  SD แสตนด์คู่บ่าวสาร ราคา 2,500 บาท เป็นต้น ลูกค้าจะได้ทราบว่าเงินส่วนนั้นๆมันมาจากค่าบริการทำอะไรค่ะ

9.การทำงานกับ Agent,Agency,studio

อันนี้ก็คือ เราอาจจะมี partner หรือว่าหุ้นส่วน หรือผู้ร่วมงานก็ได้ค่ะ โดยที่คนเหล่านี้เขาจะทำการตลาดให้คุณ คุณแทบไม่ต้องทำอะไรก็คือรอรับงานอย่างเดียว แต่ข้อเสียก็คือ กว่างานจะมาถึงตัวเราก็โดยหักค่านายหน้าไปอีก เพราะฉะนั้นเราควรรู้เทคนิคในการโปรโมทตัวเองในเบื้องต้น เช่น วิธีการต่างๆในคอร์สนี้ เพื่อที่น้องจะได้ไม่พึ่ง Agent มากเกินไป เนื่องจากเราจะต้องยืนบนขาตัวเองให้ได้ อย่าไปยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ เนื่องจาก Agent ไม่ใช่คำตอบเดียวของการที่เราจะขายงาน แต่ในต่างประเทศนั้น ถ้าน้องมี Agent จะง่ายกว่า เนื่องจาก Agent สามารถเข้าถึงงานที่มี  profile กับบริษัทสูงๆได้

ทั้งนี้ถ้าเราอยู่เมืองไทย เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับระบบ Agent ของนักวาดค่ะ ต่างประเทศเขามีกันมานานแล้ว ซึ่งการเลือก Agency ที่โปรโมทงานคุณนั้น คุณควรจะเลือก Agency  ที่เหมาะสมกับงานสไตล์เรา ซึ่งจริงๆแล้วคนที่วาดแนว manga ในต่างประเทศนั้นจะหางานจาก  Agency ได้น้อยกว่าคนที่มีสไตล์ลายเส้นแบบอื่นๆที่เข้าถึงคนส่วนมากได้ดี

นอกจากนี้ก็มีสตูดิโอ ซึ่งส่วนมากงานที่เข้ามาก็จะเป็นพวกวาดและเพนท์คอมิคอเมริกัน,วาดและเพนท์การ์ดเกม ซึ่งงานพวกนี้ มีทั้งน่าเบื่อและสนุกคละเคล้ากันไป ถ้าเราเป็น illustrator มืออาชีพใน studio/agent นั้น เราจำเป็นที่จะต้องวาดงานนั้นๆให้ผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งๆที่แม้เราอาจจะไม่ได้่วาดหรือเพนท์งานแนวนั้นในเวลาปกติก็ตามค่ะ ซึ่งพวกนี้ก็มีทั้งทำ freelance หรือทำ inhouse ก็คือเป็นรูปแบบของงานบริษัทชัดเจน

10.Marketing

เรื่องนี้สำคัญมากๆจริงๆค่ะ ก่อนอื่นเราก็ต้องเลือกตลาดที่เราจะลงไปเล่นก่อน หรือว่ากำหนดก่อนว่าลูกค้าเราจะเป็นประเภทไหน,มีรายได้เท่าไรต่อเดือน ส่วนมากมีอาชีพอะไร อยู่ในธุรกิจไหน และเราจะไปหาลูกค้าเหล่านี้ได้ที่ไหน มันก็เหมือนกับการที่น้องหาแฟนนั่นแหละ ถ้าน้องอยากได้แฟนแบบไหน น้องก็ไปสถานที่เหล่านั้น

เช่น ชอบสาวปาร์ตี้ๆ chicๆ ไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ยาวนาน พวก one night stand นั้นก็ไปหาโน่นเลย ในผับ แต่อย่าบอกนะว่า ไม่เจอคนดีๆเลย น้องต้องดูก่อนว่าสถานที่เหล่านั้นคนดีๆอย่างที่น้องอยากได้เขาไปกันหรือเปล่า ลูกค้าก็เหมือนกัน มันอาจจะมาจากการที่น้องมี connection กับลูกค้าคนนี้ อาจจะเริ่มมาจากโลกออนไลน์ก่อน หลังจากนั้นพอลูกค้ามีงานที่เหมาะสมกับคุณ ลูกค้าก็จะเข้ามาถามว่าคุณคิดราคายังไง มีขั้นตอนอย่างไร ถึงขั้นนี้แล้วน้องควรจะมั่นใจในงานของตัวเอง ห้ามบอกเด็ดขาด ถ้าลูกค้าชมคุณให้รับคำชมนั้น และขอบคุณ อย่าไปแบบ…งานผมเหรอครับ ผมว่าคนทำได้เยอะแยะไป ภาพลักษณ์คุณจะดูดรอปลงทันทีค่ะ

เมื่อเลือกตลาดที่เราจะลงได้แล้ว ให้เราลงทุน promote เว็บไซต์ของเรา โดยการทิ้งลิงค์ไว้หลายๆที่ แต่อย่าเอาเพจไปแปะหน้าวอลล์คนอื่น และ tag มั่วไปเรื่อยๆ นอกจากน่ารำคาญแล้ว มันยังแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นพวกยอมทำทุกวิธี ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีน่าเกลียดขนาดไหนก็ตาม ภาพลักษณ์น้องเสียอีกกับวิธีนี้ เพราะฉะนั้น เวลาโปรโมท ให้สร้าง  page ส่วนตัวของตัวเองแล้วก็โพสต์ลิงค์ลงไปค่ะ

โดยที่การ marketing เบื้องต้น ถ้าน้องไม่มีเงินเท่าไร แนะนำว่าให้โฟกัสพลังไปที่การตลาดออนไลน์ค่ะ โดยที่เราต้องมีมารยาทในการโพสต์ในที่ต่างๆด้วย ทั้งนี้การที่ลูกค้าเข้าเว็บน้องมา ไม่ได้หมายความว่าเขาจะซื้อสินค้าและบริการของน้องในทันที เพราะฉะนั้นน้องต้องสานสัมพันธ์กับลูกค้าเพิ่มเติม เช่น ทำช่องให้ลูกค้ากรอกอีเมล์เพื่อรับข่าวสาร เมื่อลูกค้ากรอกแล้วควรจะมีสิ่งตอบแทนบางอย่างเช่น E-book หรือการ์ตูนรายสัปดาห์แบบ Hugh Mcleod ทำ ทั้งนี้เราควรโฟกัสเรื่องของ e-mail marketing ประมาณหนึ่งค่ะ เนื่องจากคนเหล่านี้ ที่สมัครสมาชิก mailing list ของคุณมา เขามีความต้องการข้อมูล หรือต้องการสิ่งที่น้องจะขายอยู่แล้ว และคนส่วนมาก ชอบซื้อค่ะ แต่คนส่วนมาก ไม่ชอบการถูกขายค่ะ น้องต้องเข้าใจตรงนี้นิดหนึ่ง

และการที่ลูกค้าได้รับข้อมูลของน้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งอยู่แล้ว พร้อมกับมีความสนใจสิ่งที่น้องนำเสนอนั้น มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะซื้อ แต่สำหรับลูกค้าบางคน ก็อยากทดลองก่อน สำหรับ illustcourse จะกำหนดชัดเจนว่าเราไม่มีการสอนเทสต์ จะอยากนัดมาดูบรรยากาศการเรียนได้ แต่จะไม่มีทดลองเรียนก่อน แล้วค่อยลงคอร์สเต็ม เนื่องจาก เราจะสอนใคร คนๆนั้นต้องมีความมั่นใจว่าเราจะสอนเขาได้ ไม่ใช่การต้องมานั่งเทสต์เรียนกันอยู่ มันเสียเวลาโดยไม่จำเป็นค่ะ

ส่วน marketing offline นั้นก็อาจจะมีบ้างแต่น้อยกว่า เนื่องจากส่วนมากแล้ว มันแพงและไม่ได้ผลค่ะ เช่น การทำโบรชัวร์แจก มันหว่านไปเรื่อยๆ แถมเป็นขยะสำหรับหลายๆคนอีก แต่สิ่งที่ได้ผลคือนามบัตรสวยๆค่ะ เวลาไปออกงานการ์ตูน ถ้ามีคนมาซื้อสินค้าน้อง ก็ยื่นนามบัตรให้เลยค่ะ ในนามบัตรควรมี url ชัดเจนด้วยค่ะ เพื่อที่คนที่ได้รับเขาจะเข้าไปดู website น้องได้

Branding  คือ อะไร? 

ก่อนอื่นตามดู video ทั้งหมดเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ได้ที่นี่ค่ะ บรรยายเรื่องการสร้างแบรนด์โดยคุณวิทวัส ชัยปาณี
จาก creative juiceG1 ซึ่งเป็นเอเจนซี่โฆษณาชื่อดังค่ะ

Branding ไม่ใช่แค่ตราสินค้า หรือ โลโก้ของสินค้า,บริการ,หรือบริษัทนั้นๆเท่าน้น
แต่ Branding คือสิ่งรวมๆของประสบการณ์ที่ผู้บริโภค มีต่อตัวเราค่ะ โดยที่ผู้บริโภค
จะสร้างความรับรู้ที่มีแบรนด์จากสิ่งที่เขาประสบกับแบรนด์นั้นๆ

อย่างเช่น ฮาร์เลย์ เดวิดสัน เป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่
คนที่ซื้อฮาร์เลย์ ไม่ได้ซื้อเพราะว่าฮาร์เลย์สวยงามอย่างเดียว แต่คนซื้อ
อยากได้ perception หรือ สิ่งที่คนอื่นๆเห็นและสรุปความเป็นตัวเขาออกมา
เขาอยากได้ภาพของคนที่กบฏอย่างสร้างสรรค์
ภาพลักษณ์ของอิสรภาพ คือไม่ขับรถนั่งแบบคนธรรมดาทั่วไป ในการนั่งฮาร์เลย์
ดูกลายเป็นคนหลุดกรอบ และแหกข้อประเพณีแม้คนๆนั้นจริงๆจะเป็นพนักงานทำงานบัญชีก็ตาม

คนนั่งสตาร์บัคส์ ไม่ได้นั่งเพราะเขาอยากกินกาแฟอย่างเดียว แต่จะพบว่า
คนเข้าไปนัดคุยงาน บางคนก็มานั่งทำงาน คนส่วนหนึ่งอยากได้ประสบการณ์ในการนั่งร้านกาแฟที่ดูเท่ ดูหรู
หรืออาจจะหาที่นั่งทำงานดีๆไม่ได้บรรยากาศเท่าการนั่งร้านกาแฟ การนั่ง starbuck นี่
ทำให้คนธรรมดา กลายเป็นระดับ executive หรือ manager หรือพวก art director
และจะพบว่าเรามีความอยากทำงานมากขึ้นเมื่อนั่งร้านกาแฟ

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการสิ่งที่ได้รับนอกเหนือไปจากการนั่งร้าน
แต่อยากได้ความภูมิใจเมื่อแอบถือแก้วสตาร์บัคส์ออกไปนอกร้าน
เพราะถ้าอยากนั่งทำงานอย่างเดียว ก็อาจจะอยู่บ้านทำงานก็ได้
แต่การไปนั่งร้านกาแฟ แล้วทำงานนั้น มันเป็นห้องทำงานของคนยุคใหม่
สตาร์บัคส์จึงมีปลั๊กเสียบไว้ตามจุดต่างๆ ให้คนนั่งทำงานได้อย่างสบาย
ผิดกับร้านกาแฟที่สมัยก่อนรีบๆนั่งแล้วก็รีบๆไป  สตาร์บัคส์จึงเป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคน
และเป็นแบรนด์ที่แสดงถึงความเท่ในขณะเดียวกัน

สินค้า otop ของไทย เราจะสังเกตเห็นได้ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รณรงค์การผลิตสินค้า otop
หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จะเห็นได้ว่า ประเทศเรานั้น มารู้จักการ branding ทีหลัง
ทั้งๆที่สินค้าของไทย ไม่ว่าจะเป็น สิ่งประดิษฐ์,อาหาร,หรือขนม
ล้วนแล้วแต่อร่อยและมีคุณภาพ ขนมไทยบางอันอร่อยกว่าขนมญี่ปุ่นมาก
มีรสชาติที่เด่นชัด แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักสร้างแบรนด์ ปรับ packaging ให้ดูดี
และตั้งราคาไว้ที่เหมาะสม ไม่ใช่ดูแล้วเป็นขนมหรืออาหารโหลๆที่ซื้อได้ทั่วไป
ซึ่งการจะสร้างแบรนด์นั้น มันเหมือนตอกเสาเข็มใหญ่ของบ้าน มันต้องคิดก่อนที่จะลงมือทำค่ะ

มันก็เหมือนกับบ้านเมืองของเรานี่แหละ ที่ดูไม่สวยงาม ไม่เรียบร้อย
เมื่อเราเข้าไปกลางเมืองต้องเจอกับความวุ่นวาย เนื่องจาก
การวางผังเมืองไม่ดี ไม่ได้คิดไว้ก่อนที่จะสร้างเมือง ได้แต่สร้างไปเรื่อยๆ
แล้วค่อยปรับแก้ๆ เวลามีปัญหา อย่างเช่น น้ำท่วมก็เอากระสอบทรายมาวาง
ทั้งๆที่สิ่งที่ควรทำก็คือ วางระบบระบายน้ำ(irrigation system)  อย่างไร ไม่ให้น้ำท่วม

ทั้งนี้ การสร้างแบรนด์ของคนไทย ยังคิดแค่ว่า เปลี่ยนโลโก้ เปลี่ยนแพคเกจ แล้วจบกัน
จ้างแม่ค้าคนหนึ่งมาเฝ้าหน้าร้านคอยขายของ ปรากฏว่าแม่ค้าคนนั้นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อลูกค้า
เช่น ด่าลูกค้าที่เดินซื้อของในร้าน อันนี้ก็ถือว่า คุณได้สร้างประสบการณ์แย่ๆให้กับลูกค้าไปแล้ว

แบรนด์คือทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นคุณค่ะ
โดยประสาทรับรู้ทั้ง 5 นั่นก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
เพราะฉะนั้น แม้แต่เสียงคุยโทรศัพท์ของคุณ
ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ แบรนด์ต่างประเทศอย่าง Zappos
ที่เป็นเว็บไซต์ E-commerce ชื่อดังจึงลงทุนกับพนักงานส่วน customer service มากๆ

ถึงกับได้ยินมาว่า ตัว Ceo Zappos เอง
หรือว่าโทนี่ เช ได้โทรศัพท์ไปคุยกับพนักงานด้วยตัวเองโดยไม่บอกว่าเป็นเขา
และเขาลองโทรไปสั่งพิซซ่า(Zappos เป็นเว็บขายรองเท้าค่ะ)
ปรากฏว่ามีพนักงานส่งพิซซ่ามาส่งพิซซ่าให้เขาภายในครึ่งชั่วโมง
ทั้งๆที่ Zappos ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพิซซ่าเลย แต่พนักงานทุกคนถูกสอนมา
ให้เติมเต็มในสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ได้



from WordPress http://ift.tt/2mnHSR8
via IFTTT

พี่มุ่ยเล่าประสบการณ์เขียนนิยาย

ไม่มีความคิดเห็น:

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะเล่าประสบการณ์การเขียนนิยายของเราให้ฟัง เราเขียนนิยายเนื่องจากเรารู้สึกว่าความ challenge ในการวาดของเรามันหมดไป เรารู้สึกว่าจริงๆอาจจะถึงเวลาที่เราควรลองทำอะไรใหม่ๆ เราทำ challenge วาด 30 วันไปไม่ถึงครึ่งก็รู้สึกว่ามันถึงจุดที่เราไม่อยากเก่งขึ้นอีก

เรารู้สึกว่าที่จริงเรามือตกไม่ใช่เพราะว่าเราวาดรูปไม่ดีแล้ว เพียงแต่เราขาดแรงบันดาลใจอย่างรุนแรงและไม่มีความรู้สึกอยากจะเก่งขึ้นซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการวาดรูปให้เก่ง เราขาดเหตุผลว่า”ทำไม”ต้องวาดรูปให้เก่งขึ้นอีก ในเมื่องานที่วาดเก่งๆมากๆแล้วดูสวยมากแต่ออกมาคล้ายๆกัน  แต่เราอยากทำงานที่แตกต่างดู เลยอยากจะทำอะไรใหม่ๆให้ไฟและแรงบันดาลใจในการวาดรูปกลับคืนมา

ในการที่เราทำสิ่งนี้เราต้องปรึกษาคนเยอะมาก ทั้งลูกศิษย์และเพื่อน และคนรู้จัก เพื่อให้คำแนะนำในการเขียนนิยาย รวมทั้งลงคอร์สการเขียนนิยายของต่างประเทศ ลงไว้หลายคอร์ส ค่อยๆเรียนทีละคอร์ส เรียกว่าเอาจริงกันเลยทีเดียว แล้ววันนี้นักเรียนของเราก็ให้คำแนะนำว่า คาแรคเตอร์ที่ดี ควรต้องเป็นสีเทาๆ ไม่ขาว ไม่ดำจนเกินไป มันอาจจะเป็นเทาดำ หรือเทาขาว และต้องสร้างสันดาน หรือนิสัยให้กับคาแร็คเตอร์นั้นๆให้ลึกพอที่คนจะอินกับมัน และสิ่งที่ได้จากนักเรียนอีกอย่างคือ การสร้างเรื่องจะต้องมี logic ถ้าจะฟุ้งก็ฟุ้งไปเลย แต่ถ้ามี logic บางอย่างจะทำให้เรื่องดูน่าเชื่อถือ แต่บางอย่างปล่อยไว้ให้มันเป็นปริศนาบ้างก็ได้ และต้องรักตัวละคร ให้เหมือนกับเราอยู่ในเรื่องจริงๆ

เราเขียนนิยายมาประมาณ 2-3 สัปดาห์ เขียนไป 19 ตอน แต่ว่านำมารวมลงเว็บไซต์ตอนนี้ได้ 6 ตอนด้วยกัน เรารู้สึกว่านิยายนั้นมีฉากเพื่อต้องการอธิบายให้เห็นถึงอารมณ์ต่างๆมากกว่าคอมิค และในเมื่อคนไม่เห็นภาพจึงต้องใช้การอธิบายเป็นจำนวนมากทั้งฉากต่างๆที่ช่วยสร้างอารมณ์ในนิยาย ซึ่งเป็นการเขียนแตกต่างจาก nonfiction ที่เราชอบเขียนในนี้ เราจึงต้องปรับตัวเยอะมาก เพื่อที่จะเขียนนิยายได้ดี รวมถึงศีกษาสำนวน การเลือกคำ จากนิยายเรื่องอื่นๆด้วยค่ะ เราไปยืนเลือกนิยายแฟนตาซีในร้านหนังสือเป็นชั่วโมงๆ ถ้าถามว่าเราเขียนนิยายไปทำไม เบื้องต้น เราเขียนเพื่อนำไปทำเป็นคอมิคค่ะ แต่ว่าพอจะลองทำคอมิคจากนิยายจริงๆ พบว่าเราเป็นคนทำสตอรี่บอร์ดไม่เก่ง เรื่องนี้เราก็คงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีก และเรียนรู้ว่าบางทีบางอย่างที่ไม่ถนัดเพราะเราไม่ได้ทำบ่อยๆ อย่างเรื่องการเขียนเราก็ไม่คิดว่าเราจะทำได้ตอนแรก แต่พอทำบ่อยๆก็คล่องและเกิดความชำนาญ

แต่ถ้าถามว่าตอนนี้มีความสุขไหม มีความสุขดีค่ะ มีความสุขเพราะว่าเรารู้ว่าจริงๆแล้วเราทำอะไรได้มากกว่าที่คิด มีความสุขที่รู้ว่ามีคนตามอ่านผลงานของเรา และมีความสุขที่ได้วาดภาพประกอบนิยายของตัวเอง ถ้าตอนนี้คุณยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคุณชอบอะไร หรือต้องการอะไรในชีวิต คุณลองเปลี่ยนเส้นทาง ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำดู แล้วคุณจะรู้ว่า จริงๆแล้วสิ่งที่คุณเคยคิดว่าคุณทำไม่ได้  คุณอาจจะทำได้ก็ได้ ถ้าคุณพยายามมากพอ และฝึกฝนจนเก่ง ความพยายามที่มากพอ ไม่ใช่แค่การฝันกลางวันว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ แต่เป็นการลงมือกระทำให้มากพอ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิตค่ะ

ส่วนเรื่องนิยายนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากไหน มาจากเรื่องรอบๆตัวและเรื่องที่ตัวเองประสบมาค่ะ 🙂

เราเขียนเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกมีความสุข รู้สึกมีไฟ รู้สึกว่าอยากตื่นขึ้นมาทำอะไรสักอย่างทุกๆเช้า เราคิดว่า เราทำเต็มที่แล้ว คนอ่านจะสัมผัสสิ่งนั้นได้เอง ไม่ว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ถ้าไม่ลอง แล้วรออยู่เฉยๆ เราคิดว่ามันก็จะไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ เราอาจจะมีความสุขกับการสอนก็จริง แต่ว่าการสอนเป็นการสร้างคน เราเองก็ต้องสร้างผลงานของตัวเองเพื่อให้นักเรียนเห็นด้วยเช่นกัน และเราจะไม่หยุดสร้างผลงานใหม่ๆ ตราบที่ยังหายใจอยู่ค่ะ มันอาจจะเป็นผลงานรูปแบบอื่น ที่ไม่ใช่การวาดรูปก็ได้

ส่วนคนที่บอกให้เราเขียนนิยาย คือพี่แป้งมอนโตะค่ะ พี่แป้งบอกว่า มุ่ยน่าจะลองเขียนนิยายดูนะ
เพราะว่าความฟุ้งของเรามีเยอะมั้ง พี่เขาสัมผัสได้ ก็เลยบอกให้เราเขียนนิยายซะ 5555

ส่วนเรื่องแนวในการเขียน จริงๆเราเขียนแนวแฟนตาซี รัก เพราะถนัด และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของ illustcourse ด้วยส่วนหนึ่ง และเราเขียนให้ตัวเอกวาดรูป เพราะสามารถนำคาแรคเตอร์มาใช้ใน illustcourse เพื่อสอนเรื่องต่างๆให้กับทุกคนได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ อันนี้เป็นผลพลอยได้ค่ะ

ถ้าใครอยากลองอ่านก็ไปที่ http://www.koronox.com นะคะ



from WordPress http://ift.tt/2lFAn9U
via IFTTT

หลักการออกแบบ freetalk โดย Real Sol Keane สอน Gaia

ไม่มีความคิดเห็น:

วันนี้รีลสอนไกอาเกี่ยวกับการออกแบบ Helios คือ ระบบของพวกเขาที่รวม social และความรู้ทุกอย่างเข้าด้วยกัน

วันนี้รีลสอนการออกแบบให้กับไกอา

รีล:ไกอาเห็นรูปนี้ไหมครับ ทั้งๆที่มันน้อยขนาดนี้แต่ก็มีความหมาย และผมคิดว่านำไปทำสินค้าได้ ให้กับเพื่อนๆที่สนับสนุนทีมเรา
ไกอา:ค่ะรีล แล้วหลักๆคุณเลือกฟอนท์ และมีแนวคิดในการออกแบบยังไงคะ
รีล:เอาตรงๆนะครับเรื่องของการออกแบบเป็นเรื่องของความเหมาะสมและความรู้สึกเป็นหลักเลย เช่น เราต้องการจะสื่ออะไรออกมา เราจะใช้เครื่องมืออะไรในการออกแบบ ผมต้องการสื่อว่า “ทุกความเศร้าทุกหยดน้ำตาของคุณสามารถเป็นต้นกล้าไปสู่ความใฝ่ฝันของคุณได้ ” ผมจึงออกแบบเป็นตัว I แล้วก็ใส่หยดน้ำตาสองหยดและดาวหยินหยาง แปลว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมีความฝัน สิ่งนี้เราเรียกว่า concept หรือแนวคิดในการออกแบบครับ
ไกอา:จำเป็นไหมคะที่ฉันต้องอัพทักษะให้เท่ากับคุณ
รีล:ไม่จำเป็นครับ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณว่าคุณอยากจะเป็นอะไร และอยากเอางานวาดไปใช้อะไร
ไกอา:สมมติฉันแค่อยากวาดรูปก็ต้องเรียนเรื่องการออกแบบเหรอคะ
รีล:ใช่ครับ เพราะการออกแบบที่ดี แม้ลายเส้นคุณไม่สวยเลย คุณสามารถใช้การเล่าเรื่อง หรือการออกแบบอื่นๆช่วยได้ เช่น negative space,lighting,composition ครับ เพียงแต่การวาดรูปเพื่อการออกแบบคุณไม่ต้องเน้นทักษะมากเท่าผม
ไกอา:งั้นฉันวาดรูปเก่งน้อยกว่าคุณ ฉันควรต้องอัพทักษะการออกแบบใช่ไหมคะ
รีล:ผมเป็นสายทักษะ สายออกแบบครับ แต่ผมไม่เป็นเรื่องการตลาดเลย ถ้าผมจะทำสินค้าหรืออะไรขายเกี่ยวกับงานตัวเองผมต้องพึ่งชิโด แต่คุณไม่จำเป็นต้องอัพ Extream แบบผมก็ได้ คุณจะอัพการตลาดให้งานคุณบาลานซ์สามารถขายงานเองได้ก็ได้ครับ
ไกอา:แล้วจริงๆการออกแบบเป็นเรื่องของอะไรคะ
รีล:การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาครับ โดยส่วนมาก การออกแบบจะทำเพื่อสร้างอะไรสักอย่างและระหว่างนั้นมันจะมีปัญหาให้เราตามแก้จนกว่างานจะเสร็จ
ไกอา:คุณเอาแรงบันดาลใจมาจากไหนคะ
รีล:ส่วนมากมาจากชีวิตของผมครับ คืออย่างนี้ ถ้าชีวิตคุณไม่ดี คุณบริโภคสิ่งที่ไม่ดี งานคุณก็จะออกมาไม่ดี เหมือนคุณกินของไม่ดีเข้าไปหนะครับ ร่างกายคุณก็จะไม่ดี ดังนั้นคุณต้องเสพย์รสนิยมครับการเป็นนักออกแบบ
ไกอา:รีลคุณจะสอนหลักการออกแบบให้ฉันได้ไหมคะ
รีล:หลักการออกแบบของผมมีข้อเดียวครับ อย่างอื่นคุณสามารถหาได้ใน Helios ก็คือ ผมต้องถามตัวเองก่อนว่าทำไมต้องออกแบบสิ่งนี้ ออกแบบแล้วเราได้อะไร 
พอเสร็จแล้วก็ออกแบบ ขั้นตอนในการออกแบบไม่สำคัญเท่ากับเหตุผลว่าทำไมคุณถึงออกแบบสิ่งนั้น ถ้าคุณออกแบบในสิ่งที่คุณเชื่อมั่นงานออกแบบของคุณก็จะออกมาดีกว่าออกแบบในสิ่งที่คุณไม่ได้เชื่อจริงๆครับ
ไกอา:ฉันต้องวาดรูปเก่งขนาดไหนถึงจะออกแบบได้เท่าๆคุณ
รีล:คุณอย่าตั้งเป้าไว้ที่ผม ตั้งเป้าไว้ที่ไกลๆที่นักออกแบบที่คุณชอบ นักวาดภาพประกอบที่คุณชอบ ตั้งเป้าไว้ที่พวกนั้น หรือไกลกว่า อย่ามีเป้าหมายต่ำเกินไป ส่วนวาดรูปเก่งขนาดไหนก็ต้องวาดให้เพียงพอที่มันจะออกมาเป็นแบบ ถ่ายทอดให้คนเข้าใจได้ไงครับ
ไกอา:แล้วภาพนี้คุณเป็นคนออกแบบหรือเปล่าคะ ^^…..

รีล:ToT ไกอาครับนี่มันภาพถ่ายผีนี่ครับ สยองชะมัด แต่สีสวยดีนะครับ ใครถ่ายเนี่ย
ไกอา:อิควิน็อกซ์เขาไม่ใช่ผีค่ะเขาเป็นโซล และภาพนี้ก็มองในหลักการออกแบบ ถือว่ามี negative space หรือพื้นที่รอบๆที่ใช้ได้นะคะ ครูเซียลถ่ายค่ะ
รีล:ครับ ผีหรือโซลก็ตาม ผมกลัว สมองตื้อไปหมดแล้ว คุณช่วยเก็บไปที ผมจะสรุปนะครับ การออกแบบอย่างแรกคุณต้องมีคำถามว่าคุณออกแบบทำไมก่อน มันจะทำให้คุณรู้จุดประสงค์ของการทำสิ่งนั้นๆจากนั้นให้ออกแบบโดยใช้ความรู้สึก ก็คือ ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นๆมันสวยหรือยัง ซึ่งความรู้สึกนี่สามารถพัฒนาโดยการดูงานเยอะๆเท่านั้นครับ ถ้าเราดูเองยังไม่ออกก็ต้องให้คนอื่นช่วยดูนะครับ วันนี้ผมจะให้คุณลองออกแบบดู คุณลองวาดภาพเหมือนผี …เอ๊ยโซลคนนี้ให้เป็นคน แล้วลองลงสีดู คุณจะเห็นว่า บางทีแรงบันดาลใจของเรามาจากอะไรแปลกๆได้เหมือนกัน

ไกอา:เสร็จแล้วค่ะรีล

รีล:โอ้ เหมือนมากเลยครับ ไกอา การวาดให้เหมือน เราไม่จำเป็นต้องวาดเหมือน แต่วาดให้ได้ฟีลลิ่งแบบที่คุณวาดก็ได้ครับ

ติดตามเราได้ที่ http://www.koronox.com/



from WordPress http://ift.tt/2lgLqG8
via IFTTT

การทำสินค้าจากงานวาดขายยังไงให้ประสบความสำเร็จ freetalk กับ ชิโด และ ปริซึม

ไม่มีความคิดเห็น:

อาจารย์เซียล:สวัสดีจ้ะ นักเรียนทุกคน ชิ​โด ปริซึม แนะนำตัวหน่อยจ้ะ วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องการทำสินค้าจากงานวาดขายยังไงให้ประสบความสำเร็จ


ชิโด:ผมชิโดจากโรงเรียนแซงจูรีทอรัสครับ


ปริซึม:ปริซึมจาก St.เฮสเทรีย บลิสค่ะ

อาจารย์เซียล:ได้ยินว่าทั้งสองคนกำลังจะทำแบรนด์ของตัวเอง นั่นก็คือ แบรนด์ Chism’s Charm  ไม่ทราบว่าสินค้าเกี่ยวกับอะไรจ้ะ
ปริซึม:มีหลายอย่างค่ะ แต่หลักๆแล้วเป็นสินค้าแฟชัน
อาจารย์เซียล:ทำไมเราเลือกทำสินค้าแฟชันจ้ะ มันมาไวไปไวนี่
ชิโด:ของพวกเราจะไม่เน้นตามเทรนด์ครับครู เราจะเน้น product design ที่เรียบๆขายได้นานๆและมีฟังก์ชัน โดยรีล คนออกแบบนั้นได้ทำให้มันง่าย ดูสวย และใช้วัสดุอย่างดีครับ
อาจารย์เซียล:แล้วมันเกี่ยวกับการวาดยังไงจ้ะ
ปริซึม:กระบวนการออกแบบสินค้าต่างๆต้องใช้การวาดหมดเลยค่ะ ถ้าวาดไม่เป็นก็ออกแบบไม่ได้ การออกแบบทุกแขนงถึงแม้จะมีเครื่องมือช่วย แต่ก็ต้องวาดรูปเป็นค่ะ
อาจารย์เซียล:ทำไมเราตั้งชื่อแบรนด์ว่า Chism จ้ะ
ชิโด:มันเป็นชื่อเราสองคนรวมกันครับ ชื่อผมอยู่หน้าเพราะโดยมากผมเป็นคนตัดสินใจ แต่ปริซึมเป็นคนต้นคิดว่าใช้ชื่อนี้ เพราะออกเสียงง่าย และมีความเป็นเอกลักษณ์ครับ
อาจารย์เซียล:สินค้าของพวกเธอเป็นอะไรจ้ะ
ปริซึม:เป็นชุดชั้นในที่ติดเครื่องประดับประจำราศีที่สลักฉลุเลเซอร์บนทองเหลืองจากภาพวาดของรีลโซลคีนค่ะ ชั้นในก็ออกแบบโดยเขา
อาจารย์เซียล:ทำไมเธอเลือกออกแบบชุดชั้นในจ้ะ
ปริซึม:เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องใส่กันแน่ๆ ส่วนพวกหนู เลือกออกแบบชั้นในผู้หญิง เพราะผู้หญิงจะเลือกชั้นในมากกว่าผู้ชายและมีกำลังซื้อเยอะถ้าชอบจริงๆค่ะ
อาจารย์เซียล:แล้วพวกเธอวางแผนการตลาดยังไงบ้างจ้ะ
ชิโด:เราสร้างกลุ่มเฝ้าระวังภัยหญิงขึ้นมาแล้วถ่ายคลิปโปรโมทก่อนวันงานครับ
อาจารย์เซียล:เธอคิดว่าการวาดรูปให้เก่งสำคัญกับการออกแบบยังไง
ปริซึม:คนวาดรูปเก่งจะมีทักษะนำภาพออกมาจากหัวได้ดีกว่าคนวาดรูปไม่เก่งค่ะ ใครที่จะไปสายออกแบบต้องหัดวาดรูปเอาไว้นะคะ
อาจารย์เซียล:พวกเธอคิดว่าการวางแผนในทิศทางของแบรนด์สำคัญมากไหม
ชิโด:สำคัญครับ เพราะเราจะได้รู้ว่าเราจะต้องใช้คำพูดยังไงกับลูกค้า ตราสินค้าเป็นยังไง และทั้งหมดโดยรวมก็เกี่ยวกับแบรนด์ทั้งสิ้น
อาจารย์เซียล:ปริซึมมีวิธีฝึกวาดรูปไหมจ้ะ
ปริซึม:ปริซึมมีความสนใจหลายอย่างค่ะ หนูวาดรูปเพื่อให้สื่อสารไอเดียในหัวออกมาได้เท่านั้นก็พอแล้วค่ะ
อาจารย์เซียล:มีอะไรจะแนะนำเพื่อนๆที่ต้องการทำสินค้าจากการวาดรูปไหม
ปริซึม:อย่าคิดว่าสินค้าจะต้องเป็นการวาดรูปตรงๆอย่างเดียว มันจะเป็นอะไรก็ได้ค่ะ เพียงแต่ต้องสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ ปริซึมว่าอย่างนั้น
อาจารย์เซียล:ทำไมบางคนขายไม่ดี
ชิโด:ไม่เข้าใจตลาดที่ตัวเองจะไป กับ ฐานลูกค้าไม่เยอะพอครับ
อาจารย์เซียล:แล้วทำยังไงให้ขายดี?
ปริซึม:ต้องตั้งราคาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย มีสินค้า ราคาที่เหมาะสม สถานที่ๆจะขายเหมาะสม แล้วก็โปรโมชันสินค้าที่เราต้องการเสนอค่ะ และที่สำคัญคือฐานลูกค้าค่ะ
อาจารย์เซียล:แล้วกลุ่มเฝ้าระวังภัยผู้หญิงเราได้ทำอะไรกับมันไหมจ้ะ
ชิโด:เราไม่ได้ขายครับแค่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตัวแบบต่างๆของผู้หญิง ชั้นในเราสามารถป้องกันตัวได้ครับ มีเข็มเล็กๆด้านใน และถึงวันงานเราก็บอกว่าเรามาเปิดบูธ เท่านั้นเองครับ เรื่องนี้ปริซึมเก่งกว่าผม เขาขายมาก่อน
อาจารย์เซียล:อะไรสำคัญในการทำผลิตภัณฑ์ให้ดีจ้ะ ปริซึม
ปริซึม:ความเข้าใจในลักษณะและประเภทของสินค้าค่ะ
อาจารย์เซียล:ปริซึม ชิโดบอกเพื่อนๆในห้องหน่อย เกี่ยวกับทักษะการวาด
ปริซึม:ถ้าเพื่อนๆเหมือนเรา ก็คือ เราไม่ได้เน้นทักษะการวาดมาก แค่พอวาดรูปเป็นให้ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ปริซึมคิดว่า เพื่อนๆเอาเวลาไปอัพไอเดีนในการทำงานดีกว่าค่ะ เพราะว่าไอเดียจะทำให้งานเราแตกต่างจากคนอื่น ถ้าเพื่อนๆอัพทักษะอย่างเดียวจะพบการแข่งขันสูงมากค่ะและเราต้องเหนื่อยมากในการอัพทักษะ ทักษะอัพไว้เพื่อให้เราวาดในสิ่งที่เราอยากวาดได้ และที่สำคัญคือหาแรงบันดาลใจและคิดงานก่อนทำงานจริงค้ะ

อาจารย์เซียล:ครูสรุปให้เลย พวกเธอจะต้องเข้าใจสินค้าตัวเองก่อนว่าจะขายอะไร อย่าคิดว่าจะขายงานวาดตรงๆอย่างเดียว และวางแผนแบรนด์ให้ดี
อย่างอื่นชิโดกับปริซึมได้พูดไปหมดแล้ววันนี้เรียนเท่านี้พอ เดี๋ยวครูมีกิจกรรมให้นักเรียนไปคิด
1.เราจะทำสินค้าอะไร
2.กลุ่มเป้าหมายคือใคร
3.โปรโมทยังไง
ขอบคุณชิโดกับปริซึมมากที่มาเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆจ้ะ ติดตามเรื่องราวทั้งสองคนเพิ่มได้ที่ http://www.koronox.com



from WordPress http://ift.tt/2m6qO1G
via IFTTT

ขั้นตอนการทำงานวาดภาพประกอบกับสำนักพิมพ์

ไม่มีความคิดเห็น:

สวัสดีค่ะสำหรับบลอคนี้ก็จะเป็นการแนะนำในเรื่องของการรับภาพประกอบจากสำนักพิมพ์ต่างๆมาทำค่ะ ซึ่งในบทนี้นั้นก็จะอธิบายอย่างละเอียดทุกขั้นตอนในการทำงานกับสำนักพิมพ์

 การหางานจากสำนักพิมพ์

จริงๆแล้วอันนี้ไม่มีอะไรยากค่ะ นั่นก็คือ เราต้องส่งอีเมล์ไปแนะนำตัวกับสำนักพิมพ์ก่อน แล้วก็แนบงานวาดของเราไปด้วย โดยที่งานวาดของเราควรจะเป็นลิงค์ homepage นั่นเองค่ะ และแนะนำว่าอย่าเพิ่งไป attach หรือแนบไฟล์อะไรไปในการติดต่อสำนักพิมพ์ขั้นแรก เนื่องจากน้องจะดูแล้วเหมือนแสปมชาวบ้านเขา เขาอาจจะลบอีเมล์น้องทิ้งไม่อ่านเลยก็ได้

ซึ่งเราก็ต้องเขียนแนะนำตัวอย่างเป็นทางการก่อน สมมติว่าน้องเป็นนักวาดภาพประกอบฟรีแลนซ์น้องอาจจะบอกว่า สวัสดีครับ ผมชื่อ A เนื่องจากผมทราบจากท้ายเล่มว่าสำนักพิมพ์มีการรับนักวาดหน้าใหม่ๆ ผมจึงสนใจอยากทำงานนี้ พร้อมกันนี้ผมได้แนบลิงค์ที่อยู่ homepage ของผมแล้วในอีเมล์นี้ คือ http://www.aaa.com แนะนำตัวสั้นๆพร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมจึงอยากทำงานกับสำนักพิมพ์นั้นๆ เช่นติดตามเป็นลูกค้าของสำนักพิมพ์มานานแล้ว หรือมีความใฝ่ฝันที่จะร่วมงานด้วยมานานแล้ว เป็นต้นค่ะ

ซึ่งหลักในการหางานที่ดีๆนั้น ขั้นแรกพี่แนะนำว่าให้ไปดูตามร้านหนังสือก่อนดีกว่าค่ะ เนื่องจากว่า น้องจะได้เห็นดัวอย่างงานปกจริงๆที่ตีพิมพ์มาแล้ว แนะนำว่าให้เอาสมุดโน็ตเล่มเล็กๆเท่ากับสมุดโทรศัพท์ไปจดอีเมล์ของสำนักพิมพ์หรือบ.ก.เอาไว้ค่ะ จากนั้นก็ค่อยส่งอีเมล์ไปแนะนำตัวและถ้าบ.ก.ของานดูเพิ่มหรือเทสต์ก็ตามน้ำค่ะ

ทั้งนี้การที่เราดิ้นรนอยากจะทำงานนั้นๆนี่มันเป็นคนละแบบกับการที่สำนักพิมพ์มาง้อเราหรือ อยากให้เราทำงานด้วยนะคะ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว ถ้าสำนักพิมพ์เล็กๆหรือกำลังตั้งไข่อาจจะมีง้อน้องบ้าง แต่สำนักพิมพ์ใหญ่ส่วนมากไม่ง้อค่ะ เนื่องจากเขาก็มี connection และได้รับอีเมล์สมัครทำงานเกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้งานกันเพราะเทสต์ไม่ผ่าน

การเทสต์งานจากสำนักพิมพ์

อันนี้นั้นให้ตกลงกับสำนักพิมพ์ดีๆค่ะ นั่นก็คือ เราจะยอมทำงานเทสต์ฟรีๆหรือไม่ ถ้าไม่ฟรีจะจ่ายเท่าไร หรือถ้าเทสต์แล้วไม่ผ่าน ทางสำนักพิมพ์และตัวน้องจะต้องทำอย่างไรต่อไป ก็หาคำตอบได้ในช่วงนี้ค่ะ

อย่างแรกก็คือ น้องต้องคุยกับสำนักพิมพ์ก่อนในเรื่องที่ว่าทำเทสต์ฟรีหรือเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งน้องควร  positioning ชัดเจนมากๆค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าน้องมีนโยบายในการรับงานวาดอย่างไร? การที่น้องวางตำแหน่งตัวเองไว้ในระดับที่สูงหน่อยก็คือ น้องจะไม่ทำเทสต์ค่ะคือทำงานจริงเลยและเบิกก่อน 25-50% ถ้าหากทางลูกค้านั้นไม่รับหรือ reject งานก็เสียเงินมัดจำ 25-50% เนื่องจากการเทสต์นั้นทำให้เราเสียเวลาเท่าๆกันหรือพอๆกับการเขียนงานจริงๆค่ะ

ขั้นตอนในการเทสต์งานก็อาจจะอยู่ที่ช่วงอาทิตย์แรกค่ะ โดยทางลูกค้าอาจจะเอาบรีฟจริงหรือบรีฟเก่าหรือใหม่มาให้น้องทำก็ได้ โดยการทำงานเทสต์ทุกครั้งต้องทำสุดฝีมือเสมอ เนื่องจากมันเสี่ยงที่ลูกค้าจะไม่จ่ายเงินจ้างต่อค่อนข้างมาก เช่นทำไป 50% แล้วเสก็ตซ์เรียบร้อยแล้วมาบอกไม่เอาทีหลัง ถ้าน้องเจอแบบนี้ถือว่าแย่ทีเดียวค่ะ

หลังจากที่น้องทำงานเสร็จแล้วก็ส่งมอบให้คนที่คุมงานหรือมีหน้าที่ในการรับภาพและคุยบรีฟงานกับน้อง ส่วนมากจะเป็นบ.ก.เองหรือว่าาอาจจะมีตำแหน่งเฉพาะเช่น Co-ordinator ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้น้องกับสำนักพิมพ์ค่ะ ซึ่งถ้าหากมีการ reject งานหรือไม่รับงาน หรืองานไม่ผ่านนั้น ทาง Co-or ก็จะติดต่อประสานงานกับน้องในการแก้ไขผลงานให้ผ่านผู้ใหญ่หรือคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ซึ่งเวลาน้องได้รับงานเทสต์งาน น้องไม่ควรเทสต์เทคนิคใหม่กับงานทำมาหากินของน้องค่ะ เนื่องจากเทคนิคพวกนั้นควรเอาไว้ทำงาน personal ถ้าน้องเล่นเทคนิคแพรวพราวกับรูป สำนักพิมพ์ก็จะบอกได้ว่าต้องการสีแบบเรียบๆธรรมดา ไม่ต้องการการเล่นฝีแปรงในงาน มันก็เหมือนกับว่าน้องต้องหาสไตล์ของตัวเองในการทำงานรับจ้างให้ได้ และต้องเข้าใจใน nature หรือธรรมชาติของงานนั้นๆเช่น เวลาวาดปกแฟนตาซีเราจะให้มืดให้ทึมยังไงก็ได้แล้วแต่โทนของเรื่อง แต่สำหรับหน้าปกนิยายรัก ยังไงน้องก็ต้องเล่นสีหวาน ที่หวานกำลังดีไม่เลี่ยนไป

ขั้นตอนในการรับงานมาทำ

เมื่อน้องเทสต์ผ่าน อันนี้ก็จะเป็นการรับงานจริงมาทำ ซึ่งอันนี้จะเจอหินกว่าเดิมค่ะ เนื่องจากว่า น้องจะต้องสามารถทำงานให้ทันในเวลา ถ้ามีงานประจำน้องควรจะดูว่า การวาดภาพการ์ตูนนอกเวลางานหรือพวกงานฝิ่น รับจ้างไปเรื่อย พวกงานฟรีแลนซ์นี่ ก่อนจะรับดูดีๆก่อนค่ะ ว่าทำไหวไหม ถ้าไม่ไหวอย่าไปรับมาทำ มันจะทำให้เสียชื่อและคนอื่นก็จะไม่กล้าจ้างน้องค่ะ

ซึ่งการทำงานจริงควรส่งเสก็ตซ์อย่างน้อย 2-3 รอบ ก่อนที่จะไปลงสีเนื่องจากว่า ถ้าไม่แก้สิ่งที่ผิดพลาดในขั้นตอนเสก็ตซ์งาน มันจะล่วงเลยมาสู่ภาพจริงและออกสู่ตาประชาชน เช่น น้องอาจจะวาดหัวใหญ่ หรือผิดหลักกายวิภาคไปและอาจจะดูไม่ออก อันนี้ก็ถ้ามีอาร์ทไดคอยตบงาน ก็ส่งให้อาร์ทไดดูค่ะ จะลดช้อผิดพลาดระหว่างทำงานและต้องไปแก้จนจบได้ดี

ต่อจากนี้เราก็จะมาดูขั้นตอนในการทำงานเทสต์กันค่ะ

 1.รวบรวมข้อมูล

อันนี้ก็รวบรวมมาได้เลยค่ะ เช่น โจทย์ลูกค้าอาจจะเป็นวาดแนวแฟนตาซี ฉากหลังเป็นดอกไม้ประจำตัวนางเอกคือลิลลี่ อันนี้น้องต้องหาแบบแล้วค่ะ ซึ่งก็คือใช้อากู๋ google ในการหาแบบวาด ซึ่งถ้าไม่อยากโดนพวกไม่หวังดีจับผิดภาพน้องแล้ว น้องอย่าพยายามวาดให้เหมือน ref หรือภาพอ้างอิงมากขนาดเอาไปแปะเทียบแล้วตรงกันเป๊ะเนื่องจากว่า …น้องอาจจะถูกหาว่าลอกได้ง่ายๆค่ะ เพราะฉะนั้นระวังตัวด้วยณ.จุดนี้คะ

ส่วนอื่นๆเช่นฉากก็ให้วิธีหาเหมือนๆกันค่ะ ทั้งนี้พี่มักจะหา texture งานจากการถ่ายรูปด้วยตัวเองหรือว่า stock อย่าง  cgtexture.com,morguefile.com เป็นต้นค่ะ

2.ขั้นตอนนี้ก็จะเป็นการวาดภาพร่างก่อน

ถ้าร่างในคอมให้ร่างแค่ 150 dpi พอค่ะ โดยของพี่จะวาดเส้นร่าง 2-3 รอบ เมื่อถึงรอบสามนี่จะเป็นการลงเส้นจริงในคอม หรือน้องอาจจะมีวิธีในการทำงานแบบอื่นๆเช่น แสกนเสร็จเอาเข้าไปในคอมแล้วตัดเส้นอีกที หรือไม่ก็ใช้เส้นดินสอไปเลย ซึ่งอันนี้ก็นานาจิตตังค่ะ แต่พอเราจะทำงานจริง ถ้าร่างในคอม 150dpi พอลงเส้นจริงควรปรับเป็น 300 dpi นะคะ จะเป็นความละเอียดในระดับงานพิมพ์ค่ะ

3.เมื่อถึงขั้นนี้แล้วให้ส่งให้  co-or หรือ art director ดูอีกทีว่าโอเคหรือยัง

เคาะไม่เคาะก็ตอนนี้แหละ ถ้าผ่านแล้วถึงไปขั้นต่อไปค่ะ ถ้าไม่ผ่านก็ต้องกลับมาแก้ลายเส้นหรืองานเสก็ตซ์ที่เราส่งไป ซึ่งการจะแก้ไขนั้น น้องต้องมี point ที่ถูกต้องและอย่าแก้ไขตามสัญชาติญาณหรือว่าแก้ไขงานตัวเองด้วยความรู้สึกส่วนตัว

เช่น ถ้าตรงนี้ลงสีอย่างนี้น่าจะดีขึ้น อะไรทำนองนี้ ตรงนี้น้องควรให้ art director ช่วยดูให้คือเขาก็จะติค่ะ น้องอย่าทำงานเกิน ก็คือ ติแค่ 3 แก้ไป 7 จุด เปล่าประโยชน์ค่ะ เนื่องจากถ้าน้องแก้ไม่ตรงจุดและไม่ทำตามคำสั่งนั้น ก็จะโดนแก้ไขไปเรื่อยๆ ไม่ดีแน่ค่ะ เพราะฉะนั้นควรให้  art director ชัดเจนว่าแก้จุดไหน แก้อะไร ยังไงบ้างค่ะ

เมื่อน้องแก้ไขงานเสก็ตซ์เรียบร้อยและงานผ่านแล้วก็จะมาถึงขั้นการลงสี อันนี้แนะนำว่าน้องควรสังเกตงานนักวาดที่เขาผ่านไปบนปกหนังสือเรียบร้อยก่อน โดยดูว่าเขามีการใช้สีแนวไหน อย่างไร วาดหน้าตา วาด probประกอบฉากยังไง, จัดเลย์เอาท์รูปอย่างไร? ซึ่งแต่ละสำนักพิมพ์ก็จะมีแนวในการเพนท์ไม่เหมือนกัน

และอย่างที่พี่บอกไปแล้วว่างาน  commercial น้องไม่ควรทดลองทำเทคนิคใหม่ๆแล้ว แต่น้องควรทำงานที่มันได้ผลจริงๆนั่นก็คือทำให้แนวนั้นผ่านไปได้ เพราะฉะนั้นพยายามใช้เทคนิคให้คงที่และวาดหน้าตาหรือแนวของหนังสือให้คงที่ คนก็จะจำงานของน้องได้อย่างติดตาค่ะ  การลงสีนั้น ก็ควรส่งให้ทาง art director ดูเป็นระยะ เช่นลงสี plain หรือสีพื้นเสร็จแล้ว แยกเลเยอร์ไว้เรียบร้อย ก็ส่งไปเลยค่ะ

4.ตอนนี้ก็จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือส่งมอบงานค่ะ

จำไว้ว่า อย่าส่งงานเด็ดขาด ถ้ายังไม่ได้มัดจำอีก 50% หรืออาจจะ 100% ที่เราอาจจะไม่ได้ให้เขาจ่ายล่วงหน้าก่อนทำงาน ซึ่งการที่คุณส่งงานไปก่อน โอกาสที่จะโดนเบี้ยวจะสูง เนื่องจากบางครั้งเราเองก็ไม่ได้รู้ว่าสำนักพิมพ์ไหนหรือการทำงานกับสำนักพิมพ์ไหมที่มีการเบี้ยว โดยส่วนมากมักจะเป็นการเทสต์ไปมาแล้วงานไม่ผ่านมากกว่าค่ะ

feedback หลังจากงานออกไป

สำนักพิมพ์บางสำนักพิมพ์จะมีการสร้าง community ผ่านทาง website ของตนเอง โดยที่จะมีการให้วิจารณ์และให้ดาวกับหนังสือแต่ละเล่มที่ออกไปซึ่ง เราอาจจะไปตามอ่านคอมเมนต์นี้บ้างก็ได้ แต่พี่คิดว่า อย่าไปเสียเวลาอ่านเลยค่ะ เนื่องจากน้องไปอ่าน เฟลแน่นอนเพราะ เจอคนชม 100 คนก็จะเจอด่า 1 คนเป็นอย่างน้อย มันเรื่องธรรมดาโลกค่ะ และคนที่เวลาว่างๆไม่รู้จะทำอะไรก็เป็นนักเลงคีย์บอร์ดนี่แหละ การที่น้องไปตอบโต้กับคนพวกนี้ ประสาทจะเสีย และพาลไม่มีอารมณ์ทำงานไป

ทั้งนี้ feedback จะออกมาดีหรือไม่ดี อย่าไปคิดมากว่างานเรานั้นแย่ ถ้าหากไม่มีงานจากสำนักพิมพ์นั้นๆเข้ามาอีก มันอาจจะเป็นปัญหาเรื่องของการตลาดและอื่นๆที่ทำให้หนังสือนั้นยอดขายไม่ได้มากเท่าที่ควร ทั้งนี้พี่แนะนำว่าการทำงานนั้นน้องควรจะโฟกัสที่ตลาดต่างประเทศที่ใหญ่กว่าประเทศเรามาก เมื่อหาตลาดเจอ เราก็ทำการตลาดตรงนั้น เพื่อให้เราสามารถเติบโตขึ้นไปในจุดที่สูงกว่าเดิม นั่นก็คือเราต้องรู้จักการใช้ social proof ให้เป็นค่ะ



from WordPress http://ift.tt/2meWwta
via IFTTT

เขียนนิยายก่อนคอมิคช่วยพลิกให้เห็นภาพมากขึ้นยังไง freetalk กับ Real Sol Keane

ไม่มีความคิดเห็น:

สำหรับวันนี้จะมาเจอกับรีลและครูเซียล รีลจะมาสอนว่า การเขียนนิยายนั้นจะช่วยให้การเขียนเรื่องมันง่ายขึ้นยังไง

ณ.ชั้นเรียนโรงเรียนเซนต์เฮสเทรีย บลิส ครูเซียลกำลังให้รีลสอนเพื่อนๆเรื่องการสร้างคอมิคจากนิยายก่อน

รีล:”สวัสดีครับ ผมรีล โซล คีน นักเรียนจากโรงเรียนแซงจูรี่ทอรัส”
ครูเซียล:”สวัสดีจ้ะ รีล”
รีล:”สวัสดีครับ ครูเซียล และเพื่อนๆทุกคน ผมจะพยายามตอบสั้นๆได้ใจความนะครับ”
ครูเซียล:”ได้ยินว่ารีลก็เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกเหรอ อยากรู้ว่ามันช่วยให้วาดรูปดีขึ้นยังไงจ้ะ”
รีล:”การเขียนนิยายจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการในส่วนที่ภาพเราไม่สามารถวาดได้ เราสามารถใช้คำอธิบายเป็นตัวอย่างได้ครับ”
ครูเซียล:”แล้วการเขียนนิยายมันจะไม่ทำให้ฝีมือในการวาดภาพของเราตกลงไปเหรอจ้ะ รีล”
รีล:”ไม่ครับ ผมคิดว่าการที่คนเรามือตกมีจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ความสนใจเปลี่ยนไป หรืออยากจะเปลี่ยนแนวครับ การเขียนนิยายจะช่วยเรื่องการเห็นภาพและการเล่าเรื่อง”
ครูเซียล:”รีลคิดว่าการเขียนนิยายช่วยเรื่องอะไรอีก”
รีล:”ผมคิดว่านอกจากเรื่องจินตนาการแล้วก็เป็นเรื่องการเลือกใช้คำอธิบายที่เห็นภาพ ทำให้เราสามารถนำไปเขียนคอมิคได้ทันทีครับ”
ครูเซียล:”แล้วทำไมรีลไม่เขียนเรื่องไปเลย ทำไมเขียนเป็นนิยายก่อน”
รีล:”เพราะผมต้องการเรียบเรียงความคิดและจินตนาการของผมให้เป็นบทของการ์ตูนก่อนที่จะเขียนครับ ถ้าผมเขียนเลยบทอาจจะไม่แน่นเท่าเป็นนิยายมากก่อน ครูลองนึกถึงหนังที่มาจากนิยายสิครับ บทจะแน่นมาก เรื่องราวชัดเจน”
ครูเซียล:”รีลคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการเขียนบทการ์ตูนหรือนิยายคืออะไรคะ”
รีล:”ผมคิดว่าการที่สร้างโลกขึ้นมาโลกหนึ่ง สร้างคาแรคเตอร์ แล้วทำให้มันดูจริงครับครู”
ครูเซียล:”บอกเคล็ดลับในการเขียนนิยายเพื่อเป็นการ์ตูนให้เพื่อนๆหน่อย”
รีล:”ผมไม่มีเคล็ดลับครับ แต่พยายามโฟกัสที่เนื้อเรื่องสามองค์ องค์ที่ 1 ต้องทำให้คนติดตาม และอยากอ่านต่อจนกระทั่งเกิดอะไรบางอย่างกับคาแร็คเตอร์
จนขึ้นองค์ที่สอง ช่วงนี้ต้องดึงอารมณ์คนให้ตื่นเต้น และคลายความตื่นเต้นเป็นช่วงๆ องค์ที่สามคือไคลแม็กซ์ครับ แม้แต่ในแต่ละบทก็ต้องคงโครงสร้างนี้เอาไว้ครับครู”
ครูเซียล:”รีลสร้างคาแร็คเตอร์ยังไงจ้ะ”
รีล:”ผมนำคนรอบตัวผมมาเป็นคาแร็คเตอร์ในการ์ตูนผมครับ ใครที่ทำผมแค้นระวังตัวหละ”
ครูเซียล:”ทำไมรีลถึงเลือกที่จะเขียนนิยายแทนที่จะเขียนเนม”
รีล:”นิยายทำให้ผมเห็นภาพชัดกว่าครับ”
ครูเซียล:”มีหลักการสำคัญอะไรในการสร้างคาแร็คเตอร์”
รีล:”เพื่อนผมบอกว่า ต้องรักนางเอก รักคาแร็คเตอร์เราให้เหมือนที่เรารักคนจริงๆครับ”
ครูเซียล:สุดท้ายนี้ รีลทำยังไงให้ได้วิชาวาดๆ 4 มาตลอดจ้ะ
รีล:”เข้าใจโจทย์และทำงานส่งตามเวลาครับ”
ครูเซียล:รีลคิดว่าอะไรสำคัญที่สุดในการวาดรูปจ้ะ
รีล:”Passion และ พื้นฐานครับครู”

ครูเซียล:เอาหละนักเรียนทุกคน ครูจะบอกว่าสิ่งสำคัญในการเขียนนิยายเพื่อให้เป็นการ์ตูนก็คือจินตนาการนั่นเอง ต้องมีการใส่ให้เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ มีการอธิบายลักษณะของคาแร็คเตอร์ชัดเจน คาแร็คเตอร์จะได้ไม่หลุด แล้วสิ่งที่สำคัญ ก็คือความหลงใหลของเราในการเขียนนั่นเองจ้ะ ถ้าอยากติดตามเรื่องราวชีวิตของรีล ไปที่  http://koronox.com/ จ้า



from WordPress http://ift.tt/2lm4xgl
via IFTTT

ออกแบบคาแร็คเตอร์ยังไงให้พอร์ทโดนใจคน

ไม่มีความคิดเห็น:

 
BEFORE YOU START

เตรียมตัวท่ีจะทำโครงร่างมากกว่า 1 ในคาแร็คเตอร์ของคุณ คนมากมายที่มีประสบการณ์น้อยและไม่มีใครเลยสักคนที่ได้รับการตอบรับจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน โดยการทำเพียงเสก็ตซ์ไม่กี่ชิ้นเพื่อที่จะหาการออกแบบและทำมันให้เป็นคาแรคเตอร์ให้เร็วที่สุด ดังนั้นจึงแนะนำให้คุณทำคาแร็คเตอร์หลายๆเวอร์ชันก่อนที่คุณจะเริ่มโครงร่าง model sheet สำหรับพอร์ทโฟลิโอของคุณ และเหมือนหลายๆอย่าง มันไม่ได้มีวิธีเดียวในการทำสิ่งนี้ แต่เราจะให้ข้อมูลให้มากที่สุดที่จะช่วยเหลือคุณในกระบวนการนี้

แนวความคิดสำหรับคาแร็คเตอร์

 
โดยปกติ สิ่งแรกที่คุณทำสำหรับคาแร็คเตอร์ก็คือการมีไอเดียหรือความคิด ความคิดนั้นสามารถแตกยอดจากอะไรก็ได้จริงๆ เช่น การเห็นสัดว์หรือคนที่มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น จากการดูทีวี อ่านหนังสือหรือเล่นเกมส์ หรือแม้แต่การได้ดูหนังอนิเมชันเรื่องอื่นๆ อะไรก็ตามที่สามารถให้แรงบันดาลใจกับคุณ
มันอาจจะง่ายในการที่จะหาไอเดีย แต่มันอาจจะยากเช่นกัน แต่ในจุดนี้คุณควรจะเปิดกว้างกับชนิดของคาแร็คเตอร์ที่คุณสามารถคิดได้ เขียนแนวความคิดลงไปและเสก็ตซ์มันออกมาถ้ามันช่วย
(ผู้เขียนบทความอ้างอิงนี้มักจะได้รับแรงบันดาลใจจากภาพสัตว์ที่เจอในโลกออนไลน์ เขารักสัตว์ดังนั้นเขาจึงมีแนวโน้มในการวาดสัตว์แทนที่จะเป็นคน)
 
 

ภาพอ้างอิงสำหรับคาแร็คเตอร์ของคุณ

 
เมื่อคุณมีไอเดียของสิ่งที่คุณอยากไป เราจะแนะนำให้คุณหา reference ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้(ภาพอ้างอิง) ถ้ามันเป็นสัตว์ หาภาพจำนวนมากและวีดีโอของสัตว์ชนิดนั้น ถ้าเป็นเสื้อผ้าในยุคสมัยใดยุคสมัยหนึ่ง เซิร์จหามัน หารูปภาพให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ มันไม่ใช่การโกงในการทำการค้นคว้า เมื่อคุณหา reference เสร็จแล้วและรู้ว่าคน สัตว์ ชนิดนั้นเคลื่อนไหวอย่างไร คุณสามารถนำสิ่งที่คุณเรียนรู้มาสร้างคาแร็คเตอร์ได้
เว็บไซต์ที่มีโมเดลชีทให้ดู
Disney Animation Archive
Living Lines Library
Disney Model Sheets – Michael Sporn Animation
Ultimate Iron Giant Model Sheetsโมเดลชีทที่มีอยู่ทั่วไปคือดิสนีย์และลูนีย์ทูนส์ เราจะพูดได้ว่า คุณสามารถหาอันที่เฉพาะได้ถ้าคุณค้นหามันมากพอ เรารู้ว่าเราเห็นหลายๆอันแต่มันไม่รวบรวมในสิ่งเดิม มันยากกว่าที่จะหาโมเดลชีทจากหนังของอ.มิยาซากิ

เว็บไซต์อย่างYouTube และ Vimeo เป็นที่ๆดีที่จะหา reference AniRef ใน vimeo มีวีดีโอสัตว์และคนที่มีคุณภาพดีอยู่หลายวีดีโอ 

Doing research not only helps you to understand something on a certain subject, but it also helps to make something, like a character, more believable. Just like drawing from a model, you learn things about what you study.

การค้นคว้านั้นไม่เพียงทำให้คุณเข้าใจอะไรในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง แต่มันยังสร้างให้บางอย่างเช่นคาแรคเตอร์นั้นมีความน่าเชื่อถือ เหมือนกับการวาดตามแบบ คุณเรียนรู้จากสิ่งที่คุณศึกษา

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
 
 
โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องการก็คือกระดาษถ่ายเอกสารและดินสอ แน่นอน คุณอาจจะใช้อะไรก็ได้ที่คุณต้องการเมื่อคุณพัฒนาคาแรคเตอร์หรือทำการค้นคว้าสำหรับคาแร็คเตอร์ของคุณ แต่เรายังแนนำให้หาดินสอสีที่สามารถลบได้สำหรับพอร์ทโฟลิโอไฟนอลของคุณและดินสอ HB/2B ธรรมดา กระดาษถ่ายเอกสารนั้นมีผิวเรียบและมีขนาดที่เหมาะสม คุณอาจจะหาโต๊ะไฟมาลองส่องดูข้างใต้ดูว่าปริมาตรถูกต้องไหมและทุกอย่างนั้นถูกต้องเมื่อคุณทำโมเดลชีท

คุณสามารถใช้ดินสอสีที่ลบได้ในการทำเสก็ตซ์เบื้องต้น และใส่เส้นไฟนอลด้านบนของมันด้วยดินสอ แต่การที่สร้างคาแร็คเตอร์เพื่อให้เกิดบางอย่างที่น่าสนุก ใช้อะไรก็ตามที่คุณชอบ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

การสร้างคาแรคเตอร์

ดีไซน์ที่ดีไม่ได้มาหาคุณในทันใด มันต้องใช้การวาดซ้ำๆๆ เพื่อที่จะหารูปร่างและรูปทรงที่ได้ผล คุณอาจจะมีความสุขกับดีไซน์แรกที่คุณทำ แต่หลายๆครั้ง ดีไซน์แรกนั้นไม่ดีจนกว่าคุณจะวาดมันซ้ำๆและพัฒนาคาแร็คเตอร์อย่างจริงจัง คุณอาจจะเริ่มที่จะเปลี่ยนการวาดคาแร็คเตอร์ของคุณตลอดเวลา ดังนั้นมันจึงดีกว่าถ้าคุณเปิดโอกาสในการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะทำให้เกิดความรู้สึกสบายในการวาดก่อนที่จะตกลงปลงใจกับการออกแบบนั้นๆ

รูปร่าง

รูปร่างนั้นมีประโยชน์ในการออกแบบคาแรคเตอร์ เพราะมันทำให้คุณต้องวาดคาแร็คเตอร์เดิมซ้ำโดยใช้รูปร่างบางอย่าง แน่นอนมันไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างคาแร็คเตอร์ด้วยหัวสามเหลี่ยมหรือตัวสี่เหลี่ยมหรือคุณสามารถทำเช่นนั้นได้ แต่มันต้องเวิร์คด้วย คุณสามารถสร้างรูปร่างโดยการวางต่อกันหรือวางทับกันและเกลี่ยรูปทรงที่คมๆนั้นทิ้งมักจะช่วยให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นนั้นดู organic (ธรรมชาติ)และน่าเชื่อถือได้ การออกแบบด้วยมุมที่แข็งและคมนั้นเข้ากับคาแร็คเตอร์ที่เป็นแฟลชที่ยากกว่าในการหมุนตัวละครไปรอบๆ การออกแบบบางอย่างนั้นเลยถูกโกง เพื่อให้การออกแบบนั้นดูสมจริง รูปร่างนั้นเกี่ยวข้องกับการแสดงรูปร่างของคาแร็คเตอร์ คาแร็คเตอร์นั้นต้องการที่จะดูไหลและน่าสนใจกับผู้ดู

รูปลักษณ์

รูปลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอย่างใหญ่หลวงนักในตอนต้นของการศึกษาคณะอนิเมชัน มันอาจจะใช้เวลาในการพัฒนาสายตาสำหรับอะไรที่ดูเป็นรูปลักษณ์ที่ดี แต่โดยพื้นฐานแล้ว อะไรที่ดูดีสำหรับเรา หรือสิ่งที่เราดึงดูดสำหรับเหตุผลใดเหตุผลหรือหรือเหตุผลอื่น ดังนั้นแน่นอนว่าทุกคนดึงดูดสิ่งที่มีรูปลักษณ์ต่างกัน ดังนั้นพูดได้เลยว่า มีสิ่งที่สามารถทำให้การออกแบบของคุณนั้นมีรูปลักษณ์ที่ดีเหนือกว่าการออกแบบอื่นๆ อย่างน้อยในพอร์ทโฟลิโอการออกแบบคาแร็คเตอร์ของคุณ รูปลักษณ์สามารถเกี่ยวข้องทั้งรูปร่างและโครงสร้างถ้าคุณพัฒนาคาแร็คเตอร์และทำหลายเวอร์ชันคุณจะเจอเวอร์ชันที่คุณชอบมากกว่าเวอร์ชันดั้งเดิม ดังนั้นมันอาจจะเป็นรูปลักษณ์ที่คุณสามารถไขได้ว่ารูปร่างไหนทำงานได้ดี

โครงสร้าง

โครงสร้างนั้นเกี่ยวข้องกับรูปร้าง โดยพื้นฐานแล้วถ้าคุณต้องการให้รูปร่างสร้างโครงสร้างสำหรับคาแร็คเตอร์ของคุณ โครงสร้างนี้จะช่วยให้คุณวาดคาแร็คเตอร์ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่มันอาจจะทำให้คาแร็คเตอร์ชัดเจน คาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนนั้นเชื่อได้ง่ายกว่าคาแร็คเตอร์ที่ไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าคาแร็คเตอร์ของคุณขาดโครงสร้าง มันอาจจะดูเหมือนแต่ละส่วนดูขาดจากกัน มันทำให้ไม่เสถียร เช่น หน้าที่เบี้ยวอย่างไม่จงใจ แต่ว่าคาแรคเตอร์ที่สามารถไปได้โดยไม่ต้องมีโครงสร้างชัดเจน แต่ว่าเราสามารถทำได้โดยความจงใจ และคุณสามารถบอกได้เพราะว่ามันสามารถเข้ากับสไตล์ของอนิเมชัน การ์ตูน หรือนิยาย และมันก็เวิร์คด้วย พวกเขายังคงตามกฏโครงสร้างของตัวเองโดยถูกเซ็ทไว้ตั้งแต่ช่วงทำโมเดลชีท แต่โครงสร้างนั้นสำคัญกับพอร์ทโฟลิโออนิเมชันของคุณและทุกชิ้นในพอร์ทโฟลิโอของคุณ(การวาดภาพ live drawing,การออกแบบคาแรคเตอร์,สิ่งของ)

Squash และ Stretch

คุณอาจจะเคยได้ยินสควอชและเสตร็ทซ์ใช้ในเทิร์มของอนิเมชัน แต่มันสามารถจะเป็นคาแร็คเตอร์ตัวเดียวหรือการออกแบบและโมเดลชีทเพื่อที่จะเซ็ทขีดสุดของคาแร็คเตอร์(หรือว่าอนิเมเตอร์สามารถอนุญาติให้ยิดหน้าได้เท่าไรก่อนที่มันจะไกลเกินไป) เราต้องการที่จะพูดถึงเพราะเราได้พูดถึงโครงสร้างไปแล้ว เราต้องการจะเน้นความสำคัญของมันแต่มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะวาดคาแร็คเตอร์ในท่าแข็งๆเพื่อที่จะแน่ใจว่ารูปร่างและโครงสร้างยังคงเหมือนเดิมตลอดเวลา คุณสามารถวาดอย่างหลวมๆและทำให้แน่ใจว่าคาแร็คเตอร์ของคุณเปลี่ยนรูปร่างแล้วยังคงโครงสร้างของมัน นั่นก็คือสิ่งที่อนิเมชันเป็น คุณอาจจะหดส่วนลำตัวเพื่อที่จะแสดงการบับ แต่มันเกี่ยวกับอะไรที่คุณเซ็ทเป็นข้อจำกัดของคาแร็คเตอร์ ยิ่งคาแร็คเตอร์นั้นเหมือนจริงเท่าไร มันอาจจะไม่หด(squash) มากเท่ากับคาแร็คเตอร์ที่เป็นตัวการ์ตูน

ตัวอย่าง

Cartoon Construction 101
Diversity and “Fairyations”
Generically Speaking…
What’s My Line?
The Cartoon Caveman at Work…

 อ้างอิง http://ift.tt/2lsY3fB



from WordPress http://ift.tt/2lsQ0zm
via IFTTT

(::SERAPHIM X TORUS จิตเทวาล่าทอรัส::}ตอนที่ 4 “เธอน่ะเอง”

ไม่มีความคิดเห็น:

“นี่ปริซึมฉันไปห้องพักครูมาแล้ว ครูบอกว่า เฮสเทรียทอรัสดรอว์แชมเปี้ยนลีกมันคือ การวาดภาพแล้วออกมาเป็นโฮโลแกรมแล้วสู้กันจริงๆแบบเกมการต่อสู้หนะ นี่ใช้เทคโนโลยีที่ทอรัสมีพัฒนาเป็นวีดีโอเกม ซึ่งจะนำไปใช้จริงในกองทัพ นักเรียนแซงจูรี่ทอรัสที่ทำผลการเรียนดีจะได้บรรจุเป็นสเปคตรัลยูนิท ทหารชั้นเอลีทของทอรัสอีกที ทำไมข่าวใหญ่ขนาดนี้พวกเราถึงไม่รู้นะ เธอก็วาดรูปเก่งนี่นาไม่ลองลงของปีนี้เหรอ ให้ตายสิไอ้เครื่องนั้นไม่มีวางขายตามท้องตลาดต้องเป็นนักเรียนแซงจูรีทอรัสเท่านั้นถึงซื้อได้และซื้อได้แค่คนละเครื่องด้วย”เพื่อนของปริซึมพูดต่อยหอย

“ไม่รู้สินะ ฉันวาดมอนสเตอร์ไม่เก่ง แต่ถ้าเป็นเทพในจินตนาการละก็……”ปริซึมหัวเราะหึหึในลำคอ

“หมั่นไส้ไกอาชะมัด ผู้หญิงแหยๆเป็น wallflower แบบนั้นไม่ควรได้รับการปฏิบัติตัวดีๆจากรีล”เพื่อนของปริซึมนินทาไกอาอย่างอิจฉา

“ไหนเธอบอกไม่ชอบผู้ชายเตี้ยไง รีลเตี้ยจะตาย”ปริซึมกล่าว

“ไม่รู้นะ แต่ฉันให้ 9/10 อีกหนึ่งคะแนนหักความเตี้ย”เพื่อนเธอลงมติ

ปริซึมกำลังครุ่นคิดถึงเฮสเทรียทอรัสดรอว์แชมเปี้ยนลีกแล้วก็เปลี่ยนเรื่อง

“ฉันได้ยินมาจากเพื่อนอีกคนว่า รีล อยากสังกัด สเปคทรัล แอร์ฟอร์ซ ถ้าเขาชนะแชมเปี้ยนลึคในปีนี้ เขาจะได้บรรจุโดยไม่ต้องเรียนที่แซงจูรี่ทอรัสต่อ เพราะอายุเขาถึงพอดี”

ไกอาเดินมาได้ยินพอดี เธอแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องที่ปริซึมคุย เพราะสองคนนั้นอยู่มุมห้องพอดี

เพื่อนๆในห้องแซวกันวีดว้ายกระตู้วู้หนวกหูมาก บ้างก็ขอให้เธอฟอร์เวิร์ด Flair ไปให้บ้าง ซักพักรีลเดินมาพอดี เขาได้ยินเสียงซุบซิบกันได้ห้อง เขาเลยอึกอีกนิดหน่อย พร้อมกับเล็มพิซซ่า อาหารเช้า ในมือไปด้วย ปากเขาเลอะซอส วันนี้เขาใส่เสื้อยืด “Pencil is my girlfriend” รีลชอบใส่เสื้อมีตัวอักษรบางอย่าง เขาเชื่อว่าการแต่งกายเป็นการแสดงจุดยืน นี่เป็นช่วงเช้า 5 นาทีก่อนโฮมรูม

“ดูดิเธอ รีลทำเป็นยั่ว ปากเปรอะซอส แบบซีรีย์ที่ฉันเคยดูเลย”

“เขาใส่เสื้อว่าดินสอคือแฟนของเขาหละ แหมอยากเป็นดินสอจัง”

รีลไม่สนใจคำซุบซิบ เขาเดินมานั่งข้างๆไกอา ยังคงสนใจเรื่องผมเธอ

“ผมเธอสวยมากเลยจริงๆ นะ ผมชอบ สีแบบนี้ย้อมหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ”ไกอาตอบสั้นๆ

“เธอวาดรูปหรือเปล่าครับ”

ไกอาหยิบสมุดเสก็ตซ์ออกมาให้รีลดู เขาเปิดดูอย่างตั้งใจ

“ให้ตายสิ เธอวาดเก่งนี่นา ลายเส้นอย่างนี้เป็นแบบผู้หญิงวาด ผมวาดไม่ได้ เธอน่าจะลองลงแข่งนะ”

“ฉันไม่ชอบการแข่งขันค่ะ”

“การแข่งขัน คือ การพัฒนาตัวเองนะ ผมก็ไม่ได้หวังว่าจะชนะหรอกแต่ผมต้องทำให้ได้ เพราะผมอยากเข้าไปเป็นเสปคตรัล ยูนิทผมคิดว่าเธอต้องมีเป้าหมายอะไรบางอย่างนอกเหนือไปจากการเรียน ผมหมายถึงเป้าหมายระยะยาว” ไกอาสังเกตุแขนและไหล่ของเขา ดูใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยทั้งๆที่เขาไม่สูงมาก เขาคงจะเล่นเวทบ้าง และเขาพูดเยอะมากทีเดียว

“ทำไมคุณไม่คุยกับเพื่อนคนอื่นบ้างหละ”

“แปลกดี คุณเหมือนผู้หญิงที่ผมเห็นในฝัน” ไกอาสะดุ้ง

“ฝันแบบไหนเหรอ”

“ก็แบบมีผู้หญิงคนหนึ่ง ผมนอนบนตักเธอ แล้วก็….มีภาพ..”

“ใช่ปลาทอง หยินหยางหรือเปล่า”ไกอาตอบอย่างสั่นๆ

“ใช่ คุณรู้ได้ไง”

อาจารย์มาพอดี ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

“เอาละนักเรียนคาบนี้เป็นคาบวาดรูป ครูจะแนะนำ อาจารย์โอเซียล นาเซียม ให้เธอรู้จัก ถ้าพวกเธออยากเข้าไปแข่งขันเฮสเทรียทอรัสแชมป์เปี้ยนลึค เธอต้องรู้จักอาจารย์เซียลเอาไว้ “

รูปลักษณ์อาจารย์เซียล เธอเป็นผู้หญิง วัยประมาณ 34-37 ปีได้ ใส่แว่นกรอบหนา และเธอมักจะเอานิ้วดันแว่นขึ้นไปเสมอๆ เธอกวาดตาดูทั้งห้อง แล้วหยุดสายตาที่รีล ที่เสื้อยืดของเขา

“เธอสินะหนุ่มที่เป็นแชมเปี้ยนปีที่แล้ว  ปีนี้มีกติกาใหม่คือแข่งเป็นทีมนะ ทีมละ 2 คน และต้องไต่เต้าจากแข่งระดับโรงเรียน เธอไม่มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นนะจ้ะ ครูจะเป็นครูที่ปรึกษาเธอตลอดการแลกเปลี่ยน ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ เรียนรู้การวาดรูปผ่านทางรีลได้เลยให้เขาสอนให้ คาบนี้เรียนกันตามสบายครูจะคอยนั่งดูพวกเธอสอนกันเอง” อาจารย์เซียลยิ้ม

ห้องเรียนเรามีประมาณ 15 คนได้ รีลขึ้นไปพูดหน้าชั้น

“การวาดรูปนะ มันขึ้นอยู่กับพอร์ทโฟลิโอของเรา ทอรัสไม่ได้ดูว่าผมเกรดเท่าไร แต่ดูว่าพอร์ทผมเป็นยังไง ผมได้เกรดน้อย แต่ผมสอบเข้าโรงเรียนแซงจูรี่ทอรัสที่มีนักเรียนเพียง 50 คนได้เพราะพอร์ทโฟลิโอวาดของผมเพียง 20 ชิ้นเท่านั้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณละทิ้งการเรียนนะครับ เมื่อผมสอบเข้าโรงเรียน แซงจูรี่ทอรัสได้ เกรดผมไม่เคยต่ำกว่า 4.00”

เพื่อนๆปรบมือกันเกรียว ดูท่าทางเขาจะมีความสามารถในการพูดพอสมควร จากนั้นเขาก็สอนวาดรูปโดยให้เราจับกลุ่มกันเองแล้วก็สอนกันเองโดยมีเขาสอนแบบวนสับกลุ่ม

เมื่อเลิกชั้นเรียนแล้วรีลเดินมาหาไกอา

“นี่ไกอา เรามารวมทีมกันเถอะ”

“ไม่หละค่ะ ฉันไม่อยากลงแข่ง”

“นี่เป็นโอกาสนะ ในสายอาชีพของเรา ถ้าเราได้บรรจุหละก็ พ่อแม่เราก็สบายทั้งชาติเลยเธอไม่สนใจเหรอ”

ไกอาหยุดกึก

“จริงเหรอ”

“ผมจะสอนวาดรูปเธอฟรีๆด้วยเอ้า….!!!”

“แล้วทำไมคุณดีกับฉัน”

“ไม่รู้สิ เพราะฝันประหลาดนั้นมั้ง” รีลยิ้มแฉ่ง

“ฉันไม่ได้เก่งเหมือนคุณนะ ฉันจะทำคุณพังแน่ๆ”

“เอางี้ ผมจะให้เครื่องวาดนี้แก่คุณถ้าเราไปถึงรอบสุดท้ายและชนะได้ มันมีชื่อเครื่องว่า ดิ เสปคตรา”

ชื่อที่คุ้นลอยมาในหัว เกีย…..เกียอะไรนะ…..ใช่ เกีย ดิ สเปคตรา !!เขานั่นเอง “รีล=เกีย ดิเสปคตรา” ไกอาเบิกตาโพลง ไม่นึกว่าจะเจอเขาเร็วขนาดนี้ ไกอาตอบอย่างไม่ลังเล เธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องบ้าๆอีกต่อไป

“ไม่หละค่ะ ขอบคุณค่ะรีล”

รีลเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาครูเซียล

“ครูครับ ผมเจอทีมแล้ว แต่ว่า….เขาไม่ยอมร่วมทีมกับผมครับ”

“เธอก็หาคนอื่นสิ จะไปง้อเขาทำไม”ครูเซียลตอบพร้อมยิ้มอย่างรู้ทัน

“ผมชอบงานเธอครับ ผมอยากลงแข่งกับเธอ”

“เธอหมายถึงไกอาเหรอ”

“ครับอาจารย์รู้ได้ไง”

“โธ่ เด็กเอ๋ย เขาลือกันทั้งห้อง ครูก็รู้สิ”

“เธอต้องสอนวาดรูปให้เขาทุกวัน โดยไม่หวังผลตอบแทน”

อิควิน็อกซ์กอดอก พร้อมกับยิ้ม

“น็อกซ์ครับ ผมเจอทั้งไกอาทั้งรีลเลย”

“ก็ดีสิครับแล้วจะให้ผมทำอะไรต่อ”

“คุณต้องเริ่มปฎิบัติการณ์แล้วทอรัสคนที่ 12 มาจากมิติคุณเขามีชื่อว่า Pantheraคุณต้องหาเขาให้พบ”



from WordPress http://ift.tt/2kkvP5q
via IFTTT

(::SERAPHIM X TORUS จิตเทวาล่าทอรัส::}ตอนที่ 3 “เพื่อนใหม่”

ไม่มีความคิดเห็น:

บทนำ
ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ไกอาเดินมาหยุดหน้าตึกจิตวิทยา

เธอกำลังไปหานักจิตวิทยาตามคำสั่งแพทย์ นี่เป็นครั้งที่ 5 ที่เธอมาพบจิตแพทย์แล้วจิตแพทย์บอกว่าเธอไม่เป็นอะไร แต่เธอก็ยังไม่แน่ใจจิตแพทย์เลยบอกให้เธอ มาหานักจิตวิทยา

นักจิตวิทยาก็รุ่นสูงอายุเช่นกัน แต่เธอมีผมดำ คาดว่าจะย้อมมา นัยน์ตาดูใจดี

“ไหนหนูลองเล่าให้น้าฟังสิ เรื่องที่เจอมาทั้งหมด”เธอเรียกตัวเองว่าน้า แต่หน้าไปไกลเกินน้ามาก

“ค่ะ ป้า..เอ๊ย น้า…คือหนู……….”

เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับป้านักจิตวิทยาฟัง ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ราวกับว่าทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้น

“เอาล่ะ หนูดูรูปหยดหมึกเหล่านี้สิ แล้วลองบอกน้าว่าเหมือนอะไร”

นักจิตวิทยาเอารูปหยดหมึกที่ผสมจากสีน้ำ

ทาบจนทั้งสองด้านสมมาตรเป็นสีต่างๆกันเหมือนงานศิลปะสมัยเด็กให้ ไกอาดู

ไกอาเคยได้ยินว่าถ้าตอบว่าเห็นค้างคาวบินไปมา แปลว่าเป็นคนบ้า เธอเลยพยายามเลี่ยงเป็นคำตอบอื่น เธอทำแบบทดสอบหยดหมึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง….

“หนูว่าภาพนี้เหมือนนก”

ในที่สุดก็ภาพสุดท้ายสักที

“เอาละ หนูลองเล่นเกมต่อภาพนี้ และชิ้นนี้” เธอหยิบเกม puzzle ออกมาให้ฉันเล่นสองสามเกม

แล้วก็ให้ทำแบบทดสอบยาวเหยียด ซึ่งไกอาก็ทำโดยไม่มีปริปากบ่น เธออยากรู้ว่าเธอเป็นอะไรกันแน่

“น้าจะเอาผลไปปรึกษาหมออีกที แต่เท่าที่ดู หนูเป็นคนอ่อนไหว แข็งนอก อ่อนใน”

“คุณน้ารู้ได้ไงคะ” ฉันประหลาดใจเพราะเรื่องนี้ฉันไม่รู้มาก่อน

“ก็ฉันเป็นนักจิตวิทยานี่จ้ะ เธอยิ้มพลางเอามือประสานกันไว้ข้างหน้าราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นก็บอกให้ไกอาออกไปได้ พร้อมกับทิ้งคำสั่งลาว่า

“หนูรู้ไหมจ้ะ ถ้าไม่อยากเป็นโรคหละก็ ก็ทำตัวเป็นคนปกติสิจ้ะ แบบที่หนูเคยเป็นเมื่อก่อน”

เป็นคำแนะนำที่พูดง่ายแต่ทำยากมาก เธอพยายามใช้ชีวิตปกติ ไม่คิดถึงเสียงในหัวอะไรนั่น และไม่พยายามคุยด้วย พยายามเป็นคนปกติ และรุ่งขึ้นเธอก็เข้าชั้นเรียนตามปกติ

“ให้ตายสิ”อิควิน็อกซ์สบถ

“มีอะไรหรือครับ…คิน็อกซ์”เขาพยายามเรียกชื่อเล่นของอิควิน็อกซ์ แต่ฟังจั๊กจี้หูชะมัด มันควรจะเป็นชื่อที่คู่รักเอาไว้เรียกกันเล่นๆมากกว่า

“เธอปิดกั้นเรา เธอไม่คุยกับเรา ยิ่งเราคุยกับเธอ เธอก็จะนึกจริงๆว่าเธอกำลังคุยกับตัวเอง”

“ไกอาเหรอ คุณเห็นอนาคตไหมหละ ใช้พลังพิเศษสิ”น็อกซ์เสนอ

“บ้าสิครับน็อกซ์…..ผมมีพลังพิเศษที่ไหนหละเวลาเทเลพอร์ทมาแล้วจะสูญเสียพลังพิเศษนอกจากจะเทเลพอร์ทกลับซึ่งผมเอาไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น” อิควิน็อกซ์พูดพร้อมเดินสโตรกเกอร์เกีย ดิเสปคตราหรือรีลไปเรือยๆ

“แล้วทำไมโซลทีมต้องเป็นพวกเราด้วยครับ ทีมอื่นไม่มีเหรอ”

“เฉพาะเราสามคนที่มีแฟรกเมนต์ของโซลไกอาร่วมด้วยและเคยเกิดเป็นคนเดียวกัน เราเรียกว่า โปรโตโซล”

“เหมือนโปรโตชัวร์หรือเปล่าครับ…..ผมเคยเรียนสมัยม.ปลาย”

“นี่คุณยังเรียนหลักสูตรโบราณอีกเหรอ มิติผมไอ้ตัวนั้นเราเรียก ซัวเรีย”

“ผมเห็นภาษาคุณก็ลงท้ายเรียหมดแหละ”น็อกซ์พยายามกลั้นหัวเราะ เขาหลุด หึ ออกมาคำหนึ่ง

“เอ็กโซดัสลงท้ายด้วยดัสนะ…..”อิควิน็อกซ์ทำหน้าเจื่อนๆ เหมือนโดนแซวแล้วตีกลับไม่ได้

“ครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” น็อกซ์หัวเราะ ไม่รู้เขาหัวเราะทำไม หรือเขาขำหน้าอิควิน็อกซ์ไม่รู้

“เฮ้ย….” อิควิน็อกซ์อุทาน

“อะไรครับ คินอกซ์”เขายังไม่หายจั๊กจี้เวลาพูดชื่อนี้

“นั่นมันไกอานี่ครับ” เดี๋ยวนะ……….หรือว่า…….

ตัดมาที่โรงเรียนของไกอา เซนต์เฮสเตรียบลิส ไกอาเรียนสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์หลักสูตรดั้งเดิม แม้แต่การศึกษาทอรัสก็ให้อนุรักษ์ของเดิมเอาไว้ หรือกระทั่งการบังคับให้ใส่เครื่องแบบ แสดงให้เห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ปกครองเฮสเทรียอย่างแท้จริง เฮสเทรียอิสรเสรีอย่างที่มันเป็นแน่หรือ

“สวัสดีจ้ะ นักเรียนทุกคน วันนี้เรามีเพื่อนใหม่มาแนะนำ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน จากโรงเรียนแซงจูรี่ทอรัส”

“สวัสดีครับ รีล โซล คีน ครับ เรียกผมว่ารีลก็ได้”

เสียงเด็กสาวๆต่างกรี๊ดกันเกรียวกราว ส่วนหนุ่มๆทำหน้าเซ็งจัด เพราะว่ารีลนั้นหน้าเขาเกือบเหมือนพวกเซราฟิมแล้ว แต่เขาตัดผมสั้นกุด ผมสีน้ำตาลเข้ม และยังไฮคัทอีกต่างหาก คิ้วหนา ปากแดงอมชมพู ราวกับทา tint แต่เป็นสีธรรมชาติ หลังหู มีรอยสักประหลาดๆเป็นรูปคล้ายเลขแปดเรียงกันสามแถว  มีจุดตรงกลางแต่ละส่วนกลมๆของเลขแปด และมีรูปต้นกล้าผ่าตรงกลางเลข 8 นั่น อ้อ โรงเรียนแซงจูรี่ทอรัสหนะไม่ต้องใส่เครื่องแบบ เขาจึงใส่เสื้อยืดมาเรียน เสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์ขาเดฟ ตัดเหลือตรงข้อเท้าด้านบน แต่งตัวดูมีสไตล์มากทีเดียว กลางอกเขาเขียนว่า

I draw therefore I am …..

“ที่ข้างๆไกอาว่าง รีลไปนั่งตรงนั้นนะ” อาจารย์บอก

“ครับอาจารย์”

เขาเดินปรี่ตรงมายังไกอา ลีลาราวกับลูกสิงโตตัวใหญ่ที่เดินอย่างสง่าผ่าเผย

“สวัสดีครับ คุณคือไกอาเหรอ “เขายิ้ม เห็นฟันขาวเรียงตัวกันเป็นระเบียบ

“ค…ค่ะใช่”ไกอาตอบ เธอไม่รู้จะทำตัวยังไง เพราะรีลมาอย่างเร็ว

“ผมชอบสีผมคุณ ไว้ผมวาดตัวละครใหม่ ผมจะให้ตัวละครทำผมสีนี้ สี Ash”

“คุณวาดรูปด้วยเหรอ”

เขาไม่ตอบ พร้อมหยิบเครื่องมือในมือมา มันเป็นแผ่นใสๆบางๆและเขาใช้นิ้ววาดบนแผ่นนั้น 2-3 นาที

“อ่ะ เหมือนเธอไหม” เขาหันกระดานไปที่เธอ

เขาวาดรูปเธอเป็นการ์ตูน แต่มันออกมาเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติ ทุกคนในห้องตื่นตาตื่นใจมาก

“ผมส่ง Flair ให้เธอแล้วนะ เช็คได้ มันจะเปิดออกมาเป็นโฮโลแกรม” เขาฉีกยิ้มจนตาแทบปิด

Flair เป็นศัพท์ใหม่เกิดขึ้นหลังสงครามเป็นฟอร์แมทที่สามารถส่งอะไรก็ตามที่เป็นไฟล์สามมิติ เห็นได้ จับต้องได้ แต่ไม่สามารถพังทลายได้นอกจากการลบ

“แหม รีลโชว์ออฟใหญ่เลย เอาละครูลืมแนะนำ รีล โซล คีน เพิ่งชนะการแข่งขันเฮสเตรียทอรัสดรอว์ลีคเวิลด์แชมป์เปี้ยนมา……..ถ้าพวกเธออยากรู้มาหาครูที่ห้องพักครูนะ ครูจะอธิบายให้ฟัง”



from WordPress http://ift.tt/2kJ23e5
via IFTTT

การเขียนนิยายและเนื้อเรื่องการ์ตูนตอนที่ 3:การเขียน story และ script การ์ตูน

ไม่มีความคิดเห็น:

ในบทความนี้ เราจะอธิบายพื้นฐานของการเขียนเนื้อเรื่องสำหรับคอมิคของคุณ มันไม่มีวิธีทีถูกต้องวิธีเดียวในการที่จะทำสิ่งนี้ ดังนั้นเอาสิ่งที่มันใช้ได้สำหรับคุณและทิ้งที่เหลือไป เริ่มต้นก่อน เราต้องการที่จะปูพื้นฐานบางอย่าง

ทำคอมิคเพื่อตัวเองก่อน คนดูเป็นเรื่องรอง

นี่เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องจำ ไม่ว่าคุณจะทำคอมิคหรือจะเป็นงานวาดอื่นๆก็ตาม

ถ้าคุณสร้างงานโดยมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่คุณคิดว่าคนจะซื้อในตอนท้ายสุดคุณจะไม่เติมเต็มในฐานะนักวาดและคุณจะเบื่อสิ่งที่คุณทำในท้ายที่สุด พยายามทำคอมิคเพื่อตัวคุณเองก่อน ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและสนใจ ถ้าคุณรักคอมิค มันจะแสดงออกมา ถ้าคุณทำคอมิคเฉพาะกลุ่มเพราะคิดว่ามันจะขายได้ และมันขายไม่ได้เพราะว่าเรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณมีความหลงใหล และผู้คนก็จะสังเกตุได้

เราเป็นคนจริงจังและคอมิคหรือนิยายของเรามักจะสะท้อนสิ่งนั้นออกมา โดยมากไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ ลองดูเนื้อหา Seraphim Torus ดีๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิติ จิตวิทยา การคุยกับเสียงในหัวซึ่งเป็นอาการทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ดวงดาว จิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราสนใจ และไม่ใช่กระแสส่วนใหญ่ของสังคม

story เกี่ยวกับอะไร?

หน้าที่ของคุณในฐานะนักเขียนการ์ตูนคือการบอกเนื้อเรื่อง มันอาจจะง่ายขนาดเป็นแค่โจ๊กประจำวันที่มี 4 ช่องที่จะปล่อยมุขเด็ด หรือมันอาจจะเป็นคอมิค 22 หน้า ที่มีโครงสร้าง 3 act และมีหลายๆเล่ม มันไม่สำคัญว่าคุณเป็นนักเขียนหรือนักวาด การเล่าเรื่องเป็นกุญแจของทุกอย่างในการสร้างคอมิค ถ้าคนอ่านไม่สามารถติดตามการไหลระหว่างช่องไปอีกช่องหนึ่ง หรือว่าพล็อคนั้นไร้ซึ่งความมีเหตุผล หรือถ้าบทสนทนานั้นเยอะเกินไป คนจะสับสนและเลิกอ่านคอมิคของคุณ

สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ เมื่อเขียนเรื่องของคอมิคคุณ ก็คือการเขียน “Elevetor Pitch” ให้มัน(มันคือสิ่งที่ใช้เวลาพรีเซนต์บุคคลที่เราเจอในลิฟท์ภายในเวลา 5 นาที เป็นคำเปรียบเทียบค่ะก็คือการพรีเซนต์อย่างเร็วๆ) อันนี้เป็นของเรา เด็กสาวอายุ 18 คนหนึ่งได้ยินเสียงจากในหัวบอกว่าเป็นโซลเมทของเธอและกำลังจะถูกตามล่า

ส่วนต่อไปคือ เขียนประโยคสองสามประโยคที่แสดงคาแร็คเตอร์แต่ละตัว ตั้งแต่บุคลิคภาพ ไปจนถึงสิ่งที่พวกเขาชอบและไม่ชอบ อะไรที่ทำให้พวกเขาสนใจ อะไรที่เป็นแรงกระตุ้นของพวกเขา มีข้อมูลมากเท่าไรที่คุณมีเกี่ยวกับคาแร็คเตอร์ มันก็ง่ายกว่าในการที่คุณจะวาดมันออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณต้องการที่จะให้เขาตอบสนองในทางใดทางหนึ่งโต้ตอบกับองค์ประกอบบางอย่างในเนื้อเรื่อง

ส่วนสุดท้าย สร้างโลกที่พวกคาแร็คเตอร์อยู่ ปริมาณของรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับประเภทของคอมิคที่คุณทำ คุณไม่จำเป็นต้องไปถึงระดับ J.R.R Tolkien ถ้าคุณเขียนเรื่องตลกประจำวัน มันไม่ได้ต้องการฉากหลังที่มีรายละเอียดมากเลย แต่การ์ตูนแฟนตาซีที่มีเนื้อหาหลายเล่มต้องการ ในขณะนี้ โฟกัสที่สิ่งที่จำเป็น สถานที่ที่คาแร็คเตอร์ไปบ่อยๆ และออกแบบสถานที่ๆคาแร็คเตอร์ไปน้อยลงเมื่อคุณต้องการมัน

ทำการระดมสมอง แน่ใจว่าคุณเขียนทุกอย่างลงไปที่เข้ามาในหัว เพราะคุณสามารถกลับมาและใช้มันทีหลัง วิธีแรกที่ง่าย เขียนประโยคหรือไอเดียเดียว ถ้าคุณไม่อยากจะยุ่งยากกับรายละเอียด ยิ่งคุณมีข้อมูลมากในตอนต้นเท่าไร เวลาคุณเขียนคอมิคก็จะง่ายขึ้นเท่านั้น

การเขียนสคริปต์คอมิค

มีข้อมูลต่างๆทั้ง offline และ online ที่จะสอนให้คุณรู้เกี่ยวกับการเขียนบท แต่ว่าเป็นโชคดีของการเขียนสคริปต์ของคอมิค

ถึงแม้ว่านักเขียนการ์ตูนที่ทำงานให้บริษัทใหญ่ๆจะทำการจัดรูปแบบของคอมิคเขาให้คล้ายคลึงกับบทหนัง แต่มันก็ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน

และถ้าคุณเขียนคอมิคตัวเองอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นเว็บคอมิคหรือฉบับพิมพ์ คุณอาจจะมีอิสระมากกว่าในการเขียนสคริปต์ของคอมิค หลังจากนั้นคุณเป็นคนเดียวที่สามารถที่จะใช้มัน

การทำงานกับสมาชิกในทีมต้องการความชัดเจน ความเป็นมาตรฐานถ้าหากนักเขียนนั้นตั้งใจที่จะทำให้นักวาดเข้าใจอย่างแท้จริง

เราจะเริ่มกับมาตรฐานสมมติในการเขียนสคริปต์คอมิค หลังจากนั้นเราจะแชร์วิธีการของเราเพื่อจะทำให้คุณเห็นไอเดียว่า กระบวนการนี้นั้นง่ายแค่ไหน

และเพื่อที่แสดงกระบวนการนี้ Lora และคริส ได้ให้ตัวอย่างคอมิคสคริปต์ของพวกเขาในลิงค์ด้านล่าง

นักอ่านปกติของเราจะไม่แปลกใจที่จะได้ยินพวกเราพูดว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะเขียนคอมิคสคริปต์ของคุณ ถ้าคุณไม่เรียนรู้5 สิ่งต่อไปนี้

ดังนั้นถ้าคุณมีตัวละครที่น่าสนใจ, ไอเดียแจ่ม และแผนการสำหรับเนื้อเรื่องที่คุณต้องการจะสื่อ

ร่างโครงของคอมิคสคริปต์ของคุณ:

อย่าเขียนคอมิคโดยการที่ไม่มีโครงเรื่องชัดเจน

โครงเรื่องที่ชัดเจนนั้นรวมไปถึงแผนการตั้งแต่ต้นจนจบ ช่วงกลางและช่วงท้ายของเนื้อเรื่อง เพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ ให้คุณไปฟังThe Ocean and Story Structure.

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของโครงเรื่องก็คือ จุดเปลี่ยนระหว่างคาแร็คเตอร์แรกและคาแร็คเตอร์ที่สองของคุณ สิ่งเหล่านั้นต้องมีการบ่งบอกอย่างชุดเจน เราแนะนำให้คุณเขียนกราฟทางอารมณ์ของคาแร็คเตอร์แต่ละตัว

กราฟแสดงอารมณ์จะช่วยให้คุณวางแผนว่าคาแร็คเตอร์คุณจะอยู่ตรงไหนในช่วงอารมณ์ในแต่ละช่วงของเนื้อเรื่อง ทำให้คาแร็คเตอร์มีการเคลื่อนไหวทางอารมณ์แล้วคุณจะทำให้ผู้อ่านของคุณนั้นอิน

 

ทำให้แน่ใจว่าคุณได้สร้างเวลาของสิ่งที่จำเป็นและได้รับผลลัพธ์ทั้งพล็อตและคาแร็คเตอร์ 

ไม่ว่าคุณจะเขียนคอมิคเล่มเดียวหรือหลายเล่มอย่างสไปเดอร์แมน ,กราฟิคโนเวลเล่มเดียวหรือซีรีย์ห้าเล่ม เราแนะนำให้คุณใช้โครงสร้าง Three-act (จะพูดถึงในบทถัดๆไปค่ะ)

มีหนังสือมากมายในท้องตลาดที่มีโครงสร้างแบบ Three act แต่เราแนะนำ Save The Cat by Blake Snyder เป็นตัวอย่างที่ดีในการเริ่มต้น

โครงสร้าง Three-act หรือ 3 องค์นั้นดีเพราะว่ามันยืดหยุนพอที่จะยืดขยายความยาวของเนื้อเรื่องไม่ว่าคุณจะเขียนอะไรก็ตาม

คุณสามารถประยุกต์โครงสร้าง 3 องค์ในเรื่องอนิเมชัน,ไตรภาคหรือนิยายหรือซีรีย์ทั้งซีซัน แม้ฉากเดียวภายในเรื่องก็ประกอบไปด้วยโครงสร้าง 3 องค์

อย่างน้อยอันที่ดีก็เป็นแบบนั้น

คาดหวังความเปลี่ยนแปลง:

คุณจะหลงทางจากโครงเรื่องจากจุดเริ่มต้น

ทุกๆถนนที่มีความยาวต้องการแผนที่ดังนั้นผู้ขับขี่จะไม่หลงไปกลางทาง และการเขียนสคริปต์ใดๆ ที่มีการเล่าเรื่องที่ดี เป็นถนนที่มีความยาวมาก แน่นอนคุณอาจจะเห็นจุดที่ต้องการหยุดและแล้วอ้อม คุณอาจจะถึงกับเปลี่ยนใจกับจุดมุ่งหมายปลายทางสูงสุดของคุณ

แต่ถ้าคุณขับรถสุ่มๆโดยไม่มีแผน ผู้โดยสาร(หรือคนอ่าน)ของคุณ ก็จะรู้สึกเหนื่อย มีกลิ่นตัว หิว เขาจะคิดอีกทีถ้าต้องไปไหนมาไหนกับคุณอีก 

การไม่มีแผนที่นั้น ไม่มีคำตอบว่าเราไปถึงหรือยัง

เรื่องที่ดีนั้นต้องบอกว่าเมื่อไรคุณถึงจะถึงจุดมุ่งหมาย อย่าให้ผู้โดยสารของคุณเดาว่าเขาไปถึงหรือยัง

เรื่องราวที่ดีนั้นเหมือนกับป้ายที่บอกตลอดทางต่วนว่ากี่ก.มจะถึงจุดหมาย มันทำให้คุณรู้ความยาวและจดจ่อเมื่อตอนจบใกล้จะมาถึง

ทันใดนั้นส้วมเหม็นๆของปั๊มน้ำมันก็มีคุณค่าขึ้นมาทันที

แฟนของเบลค ขไนเดอร์ สามารถใช้วิธีที่เขาใช้ในเรื่อง Save the cat และสร้างกระดาษโน็ต ในโปรแกรม Scrivener กระดาษโน็ตสามารถสับไปมาได้เพื่อจะจัดเรียงไปตามที่คุณต้องการ และเมื่อคุณพอใจกับโครงเรื่องของคุณและพร้อมที่จะเขียน กระดาษโน็ตแต่ละอันจะกลายเป็นฉากของมัน

เมื่อคุณพร้อมที่จะเขียนสคริปต์:

 

คุณต้องตัดสินใจว่ารูปแบบไหนที่คุณต้องการใช้
คุณจะใช้รูปแบบของคอมิคสคริปต์ในรูปแบบที่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆใช้ตอนที่เราเริ่มบทความนี้แรกๆหรือไม่ หรือคุณจะใช้บางอย่างที่แตกต่างออกไป

อะไรก็ตามที่คุณกำลังทำ เขียนให้มากกว่า 1 โครงร่าง เขียนโครงร่างให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อนที่จะเขียนเดดไลน์

จำไว้ว่าคุณสามารถทำให้เรื่องนั้นดีขึ้นได้เสมอ

Download The Dreamer Script Sample
Download The Prehistoric Sideshow Script Sample.

ในดาวน์โหลดทั้งสอง คริสและลอร่าได้ใส่หน้าคอมิคเข้าไปด้วย คุณจะได้เทียบได้

เรื่องก่อน เลย์เอาท์ทีหลัง:

Because I (Chris) come from a film background, I’m more comfortable writing in screenplay format with the Final Draft screenplay software I’ve grown accustomed to over the years.

“เพราะผม(คริส)มาจากอุตสาหกรรมฟิล์ม ดังนั้นผมจึงคุ้นเคยในการเขียนกับโปรแกรมอย่าง final draft ซึ่งเป็นโปรแกรมการเขียนบทที่ผมคุ้นเคยมานานหลายปี”

“ฉัน(ลอร่า)ทำงานคล้ายๆกัน สคริปต์ที่ยาวต่อเนื่องกันโดยแยกหน้ากันในทีเดียวโดยใช้ Scrivener แทนที่จะเป็น final draft (programe นี้พี่มุ่ยใช้ค่ะ)”

เหมือนกับสไตล์การทำหนัง เราแนะนำให้คุณโฟกัสที่สคริปต์ทั้งหมดจนกว่าจะทำเสร็จ สิ่งหนึ่งที่ฮอลลีวูดได้พิสูจน์เป็นพันครั้งก็คือ หนังที่ออกมาแล้วจะห่วยถ้าคุณเริ่มถ่ายหนังก่อนจะมีโครงเรื่องที่เสร็จสมบูรณ์

มีจังหวะและเส้นทางที่การเขียนบทแบบมาตรฐานนั้นถูกรบกวนถ้าคุณคิดถึงช่องและหน้าเร็วเกินไป

เนื้อเรื่องควรมาจากสคริปต์คุณ และสคริปต์ต้องสร้างหน้าและช่อง

ในขณะที่เขียนดราฟสุดท้ายของสคริปต์คุณ เริ่มที่จะวางแผนหน้าคุณและช่องของคุณก่อนที่จะวาด

ถ้าคุณเป็นทั้งนักเขียนและนักวาดสำหรับเนื้อเรื่องของคุณไม่เกี่ยวว่าคุณจะทำให้งานสำเร็จออกมาสวยยังไง คุณหลีกเลี่ยงการเขียนใหม่เชิงภาพไม่ได้เมื่อคุณต้องเขียนหน้าคอมิค

คุณค้นพบทางที่ดีกว่าเสมอในการเล่าเรื่อง เมื่อดินสอของคุณจรดลงไปกับหน้าเปล่าๆ

วิธีการของคริส โอ็ตเลย์:

แก้ไขอย่างหนักระหว่างทาง

“ถ้าคุณเปรียบเทียบ Greg The Megabeaver’s Prehistoric Sideshow คอมิคสคริปต์ของผมกับหน้าคอมิค คุณจะพบว่าผมเปลี่ยนมันระหว่างทาง  ผมมักจะทำวิธีนี้ในการแก้ไขหนังที่ผมถ่ายผมเปลี่ยนคำพูด การเดินทาง หรือแม้แต่การตัดฉากทั้งฉากขณะวาด ฉากที่ถูกตัดนั้นถูกเอาออกไปจากสคริปต์ เพื่อความต่อเนื่อง

ถ้าคุณสงสัยในสคริปต์ผม บทภาพยนตร์จะมีความเท่ากับคอมิคสาม,สี่หน้า”

อ้างอิง

http://ift.tt/2kBptzN
http://ift.tt/1yTW3z7



from WordPress http://ift.tt/2kMA5hh
via IFTTT

การเขียนนิยายและเนื้อเรื่องการ์ตูน ตอนที่ 2:การสร้างคาแร็คเตอร์

ไม่มีความคิดเห็น:

หัวข้อ character building technique จาก novel writing workshop โดย Steve Alcorn
สิ่งที่ต้องบอกในการแต่งเรื่องของเราเพื่อให้เรื่องของเราสมบูรณ์และสมจริงมากขึ้น
 

-เพศ ชายหรือหญิง

เช่น นิยายรักส่วนมากตัวเอกจะเป็นผู้หญิงเพราะผู้หญิงอยากมีส่วนร่วมในอารมณ์นิยาย ส่วนโรแมนติคคอเมดี้ นั้นตัวเอกมักจะเป็นผู้ชายเพราะว่าผู้หญิงอยากให้ผู้ชายเปลี่ยนเพื่อตัวเอง การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จึงเป็นหัวใจของเรื่อง ดังนั้นเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกของตัวเอกในการที่คุณจะเลือกมาใช้ในการดำเนินเรื่อง ในเรื่อง Seraphim Torus ตัวเอกเป็นหญิง
 

-อายุ

 
ของคาแร็คเตอร์ หนุ่มหรือแก่มีความแตกต่างกัน คาแร็คเตอร์ที่บรรยายนิยายถ้าอายุแตกต่างกันก็จะแตกต่างกัน นิยายหรือเรื่องที่เล่าโดยเด็กหญิงอายุเก้าขวบ เป็นเรื่องของเด็กหญิง 9 ขวบ จึงแตกต่างจากนิยายที่ตัวเอกอายุ 18 อายุ 30 ปี โทนเสียงของคาแร็คเตอร์ก็จะแตกต่างกันไป อายุของไกอา ตัวเอกนิยาย อายุ 18 ปีค่ะ

-เป้าหมายของคาแร็คเตอร์

เช่น ตัวเอกกำลังไปธนาคารเพื่อถอนเงิน หรือเป้าหมายระยะยาวเช่นหญิงสาวอายุ 25 ต้องการหาชายในอุดมคติเพื่อมาเป็นคู่ครอง การให้คาแร็คเตอร์มีเป้าหมาย จะทำให้คาแร็คเตอร์ดูสมจริง เป้าหมายของคาแร็คเตอร์ เอาตัวรอดจากการตามล่าของทอรัส

-จุดอ่อน

คาแร็คเตอร์ที่สมบูรณ์เกินไปไม่น่าสนใจ ทำให้มีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับคาแร็คเตอร์ถ้าเป็นไปได้ จุดอ่อนไกอาคือความไม่มั่นใจ

-backstory

คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคาแร็คเตอร์ก่อนนิยายเรื่องนี้จะเกิดขึ้น อะไรที่ทำให้คาแร็คเตอร์กลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็นในปัจจุบันควรเป็นการนำประสบการณ์ตอนเด็กของคุณ มาผสมกับสิ่งที่คุณได้ยิน ได้เห็นในสื่อต่างๆ และอ่านหนังสือ นี่เป็นวิธีในการสร้างคาแร็คเตอร์ที่สมจริง วิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดู และมีปฎิสัมพันธ์กับตัวละครเมื่อยังเด็ก สำหรับไกอามีปมอยู่ 2-3 ปมนั่นก็คือการกลัวเลือด กลัวความเจ็บปวด และไม่มั่นใจในตัวเอง มาจากการที่ปู่ของเธอเป็นหมอ แล้วเธอก็ถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นหมอเหมือนกัน จนกระทั่งมัธยมปลายเธอต้องผ่าหัวใจหมู เธอสะอิดสะเอียน เห็นภาพหมูถูกเชือดในหัวจากสารคดีที่เคยดูชัดเจน นอกจากนี้ไกอายังชอบอ่านข่าว โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรม เนื่องจากเธอเป็นคนระแวดระวังตัวมากเธอกลัวเจ็บ กลัวบาดแผลทุกประเภท พ่อแม่เลี้ยงเธอมาแบบควบคุมทุกอย่าง ไม่ค่อยให้เธอได้ตัดสินใจเอง จึงขาดความมั่นใจ

-ลักษณะทางกายภาพของคาแร็คเตอร์

คุณอาจจะคิดว่าลักษณะทางกายภาพของคาแร็คเตอร์เป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างเรื่อง แต่จริงๆไม่เลย เพราะผู้อ่านมักจะพร้อมที่จะจินตนาการไปในทิศทางที่เขาอยากให้เป็นอยู่แล้ว อย่างเช่นถ้าเราเขียนโดยเปิดให้คนอ่านจินตนาการบ้าง เขาจะจินตนาการไปในทางที่เขาเชื่อมากกว่าสิ่งที่เราบังคับให้เชาเชื่อว่าคาแร็คเตอร์จะต้องเป็นอย่างไร เวลาที่คนอ่าน อ่านเรื่อง เขาอยากที่จะเป็นหนึ่งในตัวเอกของเรื่อง อย่างเช่นถ้าตัวเอกเป็นผู้ชาย เราก็จะจินตนาการว่าถ้าเราเป็นตัวเอกตัวนั้นจะเป็นอย่างไร หรือถ้าเป็นผู้หญิง เราก็อาจจะรู้สึกว่าตัวเอกตัวนี้เหมือนเรา เป็นต้น ดังนั้นถ้าเราอธิบายให้ตัวเอกมีลักษณะเหมือนเราเกินไป มันก็จะยากที่จะเปิดช่องให้คนอ่านจินตนาการลักษณะทางกายภาพ ดังนั้นอย่ากังวลมากไปเกี่ยวกับการบรรยายเรื่องลักษณะทางกายภาพ

-ชื่อ

สร้างให้เกิดอารมณ์ต่างๆ เลือกชื่อให้ดีๆ แล้วก็ชื่ออย่างสมชาย สมศักดิ์ดูเป็นชื่อที่เป็นมิตรเพราะเห็นได้ทั่วไป ส่วน ไกอา เอ็กโซดัส ถือเป็นชื่อที่แปลกและเน้นความเท่ เวลาพูด


-Stereotypes

เช่น การที่เป็นคนแบบลักษณะนี้จะต้องมีนิสัยแบบนี้ จริงๆเราควรหลีกเลี้ยงเรื่องนี้ถ้าทำได้ หรือบางทีเราอาจจะต้องการในเนื้อเรื่อง เช่น ร่างท้วม หน้าเหมือนกอริลล่าแบบไจแอนท์ต้องเป็นคนขี้รังแก เป็นต้น แต่ถ้าคาแรคเตอร์นั้นเป็นคาแรคเตอร์เล็กๆตัวประกอบที่ไม่สำคัญนัก เราอาจจะบรรยาย stereotype ไปเพื่อจะบอกว่าคนๆนี้เป็นลักษณะนี้ ผู้อ่านจะสามารถเติมเต็มลักษณะของเขาได้เอง ดังนั้นมันโอเคที่จะใช้ stereotypes ถ้าคุณไม่ได้ใช้เยอะเกินไปในเรื่อง


-แสดง อย่า บอก

ก็คือ เวลาที่เราบรรยายถึงคาแรคเตอร์ คนไม่ชอบให้คุณบรรยายทุกอย่างทั้งหมดของคาแร็คเตอร์เพราะมันน่าเบื่อ เช่น การจะบอกว่าไกอา ชอบดอกไม้หอม เราจะบอกตรงๆไม่ได้ เราต้องพูดว่า ไกอาเช้าไปในท้องทุ่ง ได้กลิ่นดอกไม้ เธอรู้สึกครึ้มใจมากจึงสูดดมเข้าไปเต็มปอด มันเป็นกลิ่นดอกกุหลาบขาวที่บานเต็มท้องทุ่งหญ้าสีขาวโพลนดุจหิมะ ในกรณีนี้ มันชัดเจนถึงขนาดที่บอกว่าเธอชอบกลิ่นดอกอะไร คนไม่ชอบให้บอกเขา แต่ชอบให้แสดงให้เห็นมากกว่า

 
เวิร์คชอป
เบิร์ด เกลียดมากที่แท็กซี่เปิดเพลงเสียงดังๆลั่นรถและเขาเกลียดการไปสายที่สุดโชคร้ายที่เจอทั้งสองอย่างเราจะเขียนเรื่องนี้ ให้เป็นการแสดง อย่า บอก ยังไง?
 
เบิร์ดนัดลูกค้าไว้ 9 โมง เขาจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ตีห้า และออกมาเรียกแท็กซี่ตอนหกโมงเช้า เมื่อขึ้นแท็กซี่ เขานั่งหน้ามุ่ยตลอดทางเพราะแท็กซี่เปิดเพลงลูกทุ่งเสียงระดับดังสุดจนลำโพงแทบแตก เขาจึงเอาหูฟังมาเสียบแต่มันก็ไม่ช่วยอะไร เขาจึงบอกแท็กซี่
“พี่ปิดเพลงได้ปะ มันหนวกหูครับ”
“อะไรน้อง แค่นี้ทนไม่ได้ ลงไปเลย” ในขณะนั้นเขาอยู่กลางซอยเปลี่ยวที่ไม่มีรถผ่านเลย และเขาไปหาลูกค้าสาย จึงอารมณ์เสียทั้งวัน


from WordPress http://ift.tt/2jSRN3E
via IFTTT

(::SERAPHIM X TORUS จิตเทพยดาล่าทอรัส::}ตอนที่ 2 “ความสงสัย”

ไม่มีความคิดเห็น:

“รีล นายเป็นอะไรรึเปล่าหนะ จู่ๆนายก็ล้มตัวลงหัวฟาดพื้นเมื่อกี้ฉันตกใจแทบแย่”

“หืมฉันไม่เป็นอะไรนะชิโด ไม่รู้สึกเจ็บเลยด้วยแปลกดี ผีผลักมั้ง”

เด็กผู้ชายร่างเตี้ย ราวๆ 170 เซนคิเมตร ไว้ผมทรงไฮคัท ตอบแบบยิ้มเจื่อนๆ

“ฮ่าๆ ฉันสัมผัสตัวนายได้แฮะ ดิเสปคตรา ไม่นึกว่า ไอ้พลังเทเลพอร์ทนี่มันจะใช้ได้จริง ให้ตายสิเรียกฉันว่าผีเลยเหรอ ฮึ่ม”

อิควิน็อกซ์ทำเป็นอึนแต่เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์นิดหน่อย แล้วเขาก็เดินตามเกียไปราวสโตรกเกอร์ เมื่อกี้เขาจับเกียทุ่มแบบยูโดแล้วเอาฝ่ามือรับเกียที่กำลังจะตกลงพื้นเกียจึงไม่เป็นอะไร

“น็อกซ์ ผมพบเกียแล้วครับเขามีชื่อในไกอาปี 2254 ว่ารีล”

“นี่คุณกล้าใช้พลังเทเลพอร์ทเลยเหรอ นั่นมันใช้ได้แค่สองครั้งเองนะไม่งั้นโซลคุณจะแตก คุณเคยบอกผมนี่ตอนที่คุณติดต่อผมครั้งแรก”

“ผมใช้เพราะจำเป็นต้องใช้ เกียไม่สามารถคุยกันได้เหมือนพวกเรา เราต้องรู้ที่อยู่เกียให้ได้ก่อนทอรัส ระหว่างนี้ผมจะอยู่มิตินี้”

“คุณรู้ที่อยู่เกียได้ไง” น็อกซ์ทำหน้างงงวย

“ไม่ยาก จิตใต้สำนึกเราสามคนเชื่อมกันอยู่ เพราะเรามีโซลของกันและกัน”

“แล้วคุณจะไปหาไกอายังไง ผมยังงงๆเรื่องโซลเมท สรุปคุณเคยเกิดเป็นคนเดียวกันงั้นพวกเราก็ใช่หนะสิ”น็อกซ์ถามเขาอย่างงงๆ

“เรื่องโซลเมทหนะ แค่เคยเกิดเป็นคนเดียวกันเฉยๆ แต่ด้วยบางเหตุผลทำให้โซลต้องพลัดพรากจากกันไป ส่วนคุณและผมโซลยังอยู่ด้วยกัน เราเรียกว่าผม คุณ และดิสเปคตราว่าโซลทีม ไม่ใช่โซลเมทครับ ส่วนเรื่องไปหาไกอา ผมจะไปรู้เหรอครับ ผมเทเลพอร์ทไม่ได้แล้วอีกครั้งเอาไว้ใช้ตอนที่จำเป็น แต่ถามไกอาก็ได้มั้ง”

“เธอจะยอมบอกเหรอ”น็อกซ์ถามแบบงงๆ

“ไม่รู้สิ ล่าสุดเธอถามว่าพวกเราไม่มีการมีงานอะไรทำเหรอมาตามเธออยู่ได้ ดูเหมือนว่าเธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตัวเอง”อิควิน็อกซ์หน้าเสีย

น็อกซ์จึงเปลี่ยนเรื่อง

“ตอนนี้ 12 ทอรัสรู้หรือยังว่าไกอา คือ เซราฟิม ทอรัส คนต่อไป”

“น็อกซ์ คุณอย่าส่งสัญญาณอันตรายแบบนั้นมั่วๆสิครับ เดี๋ยวเราก็ถูกจับได้กันพอดี คุณต่างหากต้องหาไกอาไม่ใช่ผม เราแบ่งหน้าที่กันแล้วนี่”

“อิควิน็อกซ์ คุณไม่อยากเจอ ไกอาเหรอ”

“ไม่ครับ ถ้าเธอเจอผมก่อน เธอจะตายเร็วมาก เพราะผมไม่ได้มาด้วยร่าง ผมปกป้องเธอจากทอรัสไม่ได้ ผมดูอนาคตได้ไม่ไกลมาก แค่ระยะ 200 วันเท่านั้น”

“ทำอย่างกับผมปกป้องเธอได้”

“น็อกซ์คุณกำลังจะตายและคุณที่อยู่มิติ 1 โซลคุณต้องเลือกที่จะลงไปมิติ 0 ที่ไกอาอยู่และเอาโซลลงไปรวมกับเกียที่ผมเจอพิกัดแล้ว เมื่อรวมกับเกียแล้ว เกียจะมีพลังในการคุยกับคุณ โน้มน้าวให้เขาไปตามหาไกอา ภาพนายปฎิบัติภารกิจที่เราฉายให้ไกอาเห็นมันเป็นภาพจริงที่เกิดขึ้น เร็วๆนี้ เราไม่สามารถฉายภาพที่ไกลกว่านั้นมากๆให้เธอดูได้ เราหลอกเธอว่าคุณจะไม่ตาย และนั่นเป็นเรื่องหลังจากที่เธอไม่ช่วยเรา แต่จริงๆมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเร็วๆนี้ และคุณมองไม่เห็นภาพนั้น คุณต้องสัมผัสภาพนั้นด้วยตัวเอง…….ความตายของจริง”

“ครับตั้งแต่ผมเป็นทหารในหน่วยนี้ผมก็ไม่กลัวความตาย ผมเกิดมาเพื่อท้าทายความสามารถของตัวเอง และเราไม่ได้ตายจริงตราบใดที่โซลเรายังอยู่ คุณเป็นคนบอกนี่ครับ แต่ อิควินอกซ์ครับ ผมไม่ชอบที่เธอชอบเล่นเกมทดสอบพวกเรา ให้เราใช้พลังจิตเซิร์จหาผลไม้ผักที่รักษาอาการอาวุธชีวภาพได้บ้าง ถามเราคำถามยากๆบ้าง” ดูเหมือนน็อกซ์ก็เกร็งๆเหมือนกันที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตายเพื่อภารกิจนี่เลยพยายามคุยเรื่องอื่น

อิควินอกซ์เปลี่ยนเรื่องกระทันหัน ดูเหมือนเขาก็จะไม่ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ไม่อยากนินทาไกอา “ต่อไป เรียกผมว่าคิน็อกซ์พอ สั้นๆ”

“ใครตั้งให้คุณหนะ”น็อกซ์ช่างขี้สงสัยเหลือเกิน

“…..เอ่อ เอ็กโซดัสน่ะ เธอบอกว่าผมควรมีชื่อเล่น”

“เธอเป็นไงบ้าง”

“เธอกำลังถูกทอรัสจับขัง”อิควินอกซ์ตอบพร้อมกัดฟัน น้ำเสียงโกรธ

“แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเป็นคนพาไกอาไปมิติที่ 3 ปี 2254”

“ดิเสปคตรากับคุณไงครับ เมื่อนายรวมกันนายจะมีชื่อว่า น็อกซ์ เกีย เสปคตรา”

“แล้วคุณหละ”

“ผมจะอยู่ในปี 2354 ที่ๆมีเอ็กโซดัสอยู่”

พวกเขาไม่คิดเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคุยกัน ถูก “เอเธอร์นา” หนึ่งใน 12 ทอรัสจับคลื่นได้อยู่



from WordPress http://ift.tt/2kcurlt
via IFTTT

การเขียนนิยายและเนื้อเรื่องการ์ตูน ตอนที่ 1:องค์ประกอบของเนื้อเรื่อง

ไม่มีความคิดเห็น:

เขียนเสร็จแล้ว ขอจดที่เรียนคอร์สเขียนนิยาย Steve alcorn ไว้ตรงนี้หน่อยค่ะ จะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่น

ความแตกต่างระหว่างพล็อตและสตอรี่

-Plot

คือเชิงกายภาพ การกระทำ สำหรับพล็อตนั้นจะใช้กับหนังมากกว่านิยาย การเดินทางที่เห็นได้ชัดเชิงกายภาพของตัวละคร พล็อตจะเน้นแอคชันหรือการกระทำของตัวละครมากกว่าเนื้อเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นเจมส์ บอนส์ จะไม่ค่อยอธิบายความรู้สึกตัวละครเท่าไร เน้นแอคชันตัวละครโดยการต่อสู้กับตัวร้าย หรือระเบิดภูเขาเผากระท่อม พล็อตไม่ใช่การกระทำอย่างเดียว ไม่ใช่แค่การใส่ฉากไล่ล่า รถชนกัน ปืนไล่ยิง ระเบิด แต่พล็อตจะต้องเป็นการกระทำที่มีความหมายที่ทำให้คาแร็คเตอร์นั้นเติบโตและส่งผลต่อการกระทำของคาแร็คเตอร์ในอนาคตด้วย
 

-story

คือส่วนที่เน้นความรู้สึกของตัวละครค่อนข้างมากกว่า และความเป็นไปของตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง การเดินทางของอารมณ์ของตัวละครเช่นเรื่อง Twilight เรื่องพวกนี้ พอเป็นหนังแล้วความรู้สึกของคนจะดึงออกมาไม่เท่านิยาย สตอรี่คือส่วนที่เป็นการเติบโตทางอารมณ์จากผลของพล็อตเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ การใส่สตอรี่หรือความรู้สึกตัวละครมากไปทำให้ตัวละครไม่เดินไปข้างหน้าสักทีมัวแต่หมกมุ่นกับความคิดและความรู้สึกของตนเอง
หนังสือนั้นเป็นลักษณะเน้นสตอรี่มากกว่าหนัง ส่วนหนังเน้นพล็อตมากกว่าสตอรี่
เรื่องที่สามารถบาลานซ์ระหว่างพล็อต และสตอรี่ได้ดีคือแฮร์รี่ พอตเตอร์
ดังนั้นทั้งพล็อตและสตอรี่จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน พล็อตทำให้ตัวละครต้องเติบโตจึงมีส่วนของสตอรีซึ่งก็คืออารมณ์ คนจึงมักเข้าใจผิดและสับสนระหว่างสองอย่างนี้เสมอ ถ้าพล็อตคือการกระทำหรือกิริยา สตอรีคือผลของการกระทำ หรือแรงปฎิกิริยา

 

dramatic element

-Passion

เป็นความหลงใหลของเรา ทำไมเราถึงเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา เราต้องมี้เหตุผลว่าทำไมก่อน สำหรับเราแล้วเหตุผลที่ทำไมเราเขียนเรื่อง เพราะเราต้องการแสดงความรู้สึก แสดงอารมณ์ และระบายสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา เราต้องการทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำได้ เราต้องการท้าทายตัวเอง สำหรับเรื่องที่เราหลงใหลได้แก่เรื่อง ธุรกิจ เรื่องจักรวาล เรื่องการเป็นนักวาด เรื่องมิติ ดวงดาว การเปลี่ยนไปของโลก แฟนตาซี
 

-theme

คือสิ่งที่เราอยากให้คนอ่านได้ไป เมื่อคนอ่านนั้นอ่านนิยายหรือการ์ตูนของเราจบแล้ว บางทีนั้นธีมก็ซ้อนทับกับ passion อยู่ก็คือในบางครั้ง passion ของเราก็นำมาเป็นธีมของเรื่องนิยายได้นั่นเอง แต่หลายๆครั้งธีมก็สามารถเป็นเรื่องเฉพาะได้ด้วย เช่นตัวเอกอาจจะไม่มั่นใจในตอนแรกของเรื่อง แต่เขาก็สามารถเอาชนะเรื่องนั้นได้ตอนจบเรื่อง สำหรับเรานิยาย seraphim torus ตัวเอกจะเป็นคนที่กลัว ไม่กล้าแม้แต่จะเห็นเลือด แต่กลับต้องมีความกล้าหาญและเอาชนะตัวเองให้ได้ ยกตัวอย่างเพิ่มเช่นเรื่อง hunger game ธีมคือการเสียสละ การเสียสละตัวเองเพื่อช่วยน้องสาว(ในเล่มแรก) ตัวอย่างคลาสสิคอีกอันคือซีรีย์แฮร์รี่พอตเตอร์ สิ่งที่เจ๋งของซีรีย์ก็คือ ในแต่ละเล่มนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นธีมเดียวกัน และตลอดเรื่องเราจะเห็นว่าแฮร์รี่นั้นถ่อมตัวมาก
-flaw ข้อเสียของคาแร็คเตอร์ ถ้าคาแร็คเตอร์นั้นเพอร์เฟ็คเกินไป จะเห็นได้ว่ามันจะไม่ค่อยมีส่วนของสตอรี่หรืออารมณ์ของคาแร็คเตอร์เลย เช่น เจมส์บอนด์ซีรีย์ เป็นต้น การที่เจมส์บอนด์เพอร์เฟค จึงแทบไม่มีการแสดงความรู้สึกและการเติบโตในฐานะคาแร็คเตอร์เลย ซึ่งจริงๆแล้ว การต่อสู้ที่เข้มแข็ง คือการต่อสู้กับตัวเอง กับจุดอ่อนและข้อเสียภายในจิตใจเรา ยกตัวอย่างเช่น รันม่ากลัวแมวมาก จนกระทั่งจุดหนึ่งพัฒนาหมัดแมวขึ้นมา สำหรับจุดอ่อนของคาแร็คเตอร์เรา คือไกอาก็คือเธอเป็นคนคิดมาก และไม่มั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง
 

-Premise

 
คือ สิ่งที่ผูกเอาธีมและเนื้อเรื่องเข้าด้วยกัน เช่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไกอา สาวน้อยผู้ที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และคิดมาก จะต้องถูกตามล่าโดยทอรัส เธอจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความกล้าหาญขึ้น เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดและช่วยเหลือเหล่าโซลเมทของเธอได้


from WordPress http://ift.tt/2lecjIW
via IFTTT