การหางาน commission และการสร้าง Brand เบื้องต้น

วันนี้บลอคนี้ยาวมากค่ะเนื้อหาแน่นสุดๆ

การหาลูกค้า

คุณสามารถหางาน commission ได้หลายช่องทาง
ได้แก่ Deviantart,Elance,Odesk,99 design,fiverr นั่นเองที่เป็นแหล่งหางาน commission
ซึ่งในบทนี้จะเป็นวิธีในการจัดการลูกค้าเมื่อหาลูกค้ามาได้แล้วค่ะ

การหาลูกค้านั้น ถ้าหลายๆคนไม่รู้หลักในการหาลูกค้า โดยปกติแล้ว
ลูกค้าที่เคยซื้อของคุณ หรือจ้างคุณ มีแนวโน้มว่าเขาจะซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆของคุณ
หรือ commission ในรูปแบบอื่นๆเมื่อคุณมอบ Wow experience ให้กับเขาค่ะ
เช่นคุณตั้งใจทำงานมาก งานเนี้ยบมาก ในราคาที่เขารับได้ ลูกค้า 20% จะมีความพึงพอใจ และอาจจะจ้างคุณต่อ

ทุกคนก่อนจะเป็นลูกค้าคุณได้นั้น เขาต้องเป็น prospect หรือผู้มุ่งหวังก่อน
เช่น คนที่ message หรือ line มาถามคุณ ว่าคิดค่าจ้างเท่าไร
เขาจะไม่เป็นลูกค้าคุณ จนกว่าคุณจะปิดการขายได้
ซึ่งการขายนั้น มีหลักการง่ายๆ คือ คุณมีความแตกต่างอย่างไร
และบ่งบอก benefit หรือประโยชน์ที่ได้รับจากการ deal งานกับคุณ

เช่น คุณเป็นนักวาดที่เป็นกราฟฟิค ด้วย คุณอาจจะคิดงานเป็น package
แล้วก็บอกว่า การซื้อเป็น package นี้ดียังไงบ้าง ลูกค้าจะได้รับอะไรบ้าง
เช่น Banner 1 อัน ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์ 10 ภาพ พร้อมกับภาพถ่ายนางแบบ และโลโก้
ซึ่งคุณควร positioning ตัวเองให้ชัด เช่น เรื่องของราคา และการดีลงาน จะต้องเป็นมืออาชีพค่ะ

ซึ่งการที่คุณจะขายอะไรได้นั้น คุณจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดี
กับคนทั่วๆไปก่อน และพยายามโฟกัสที่ทำตัวให้เป็นประโยชน์ และดูน่าเชื่อถือด้วย
การที่คุณช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนก่อนนั้น มันเป็นการให้ และสุดท้ายคนที่ให้มากเท่าไร
ก็จะได้กลับไปเท่ากันหรือ law of reciprocate ค่ะ

ยกตัวอย่าง คอร์สของ illustcourse จะเน้นไปที่คอร์สตัวต่อตัว และกลุ่มเล็ก เน้นคุณภาพ
อันนี้คือ positioning ของเรา  คอร์สตัวต่อตัว intensive manga illust ราคา 12.500 บาท
ซึ่งไม่เคยมีคนสอนวาดในเรทราคานี้มาก่อน  แต่ปรากฏว่าการตั้งราคานี้ทำให้เรามีนักเรียนมาเรียนมาก
เนื่องจากเรามีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

และเทคนิคการสอนของเราได้ผลจริงๆจากนักเรียนพูดเองเลยว่า
งานอัพขึ้นหลังจากเรียน เป็นเพราะไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำงานวาด
แต่เราพัฒนาจากคนที่วาดไม่เก่ง เป็นวาดเก่ง จนทำงานได้จริง เราจึงรู้ว่าควรสอนเด็กยังไง
นอกจากนี้เรายังสอนพื้นฐานการออกแบบให้น้องๆที่มาเรียนด้วย ไม่ใช่การวาดเก่งอย่างเดียว
ผลคือ คือเด็กพัฒนาขึ้นจากผลงานจริงๆ ทำให้คอร์สมีคนลงเป็นเวลาหลายเดือนติดๆกัน

นักเรียนส่วนมาก เมื่อลงคอร์สเริ่มต้นหรือคอร์สพื้นฐานแล้ว
ก็จะอยากลงเรียนคอร์ส digital ต่อไปด้วย เพราะฉะนั้น การทำให้ลูกค้าเดิมพึงพอใจและกลับมาซื้อซ้ำ
จึงดีกว่าการหาลูกค้าใหม่ นอกจากนี้ ลูกค้าเก่าที่พึงพอใจกับผลงานคุณ
มีแนวโน้มว่าเขาจะบอกต่อเพื่อนไปเรื่อยๆ กรณีนี้เรียก Evangelist
คือ ขั้นสุดของการเป็นลูกค้า คนแบบนี้จะเปรียบเสมือนโทรโข่งประกาศเดินได้ค่ะ
เขาจะบอกเพื่อนๆเขา ว่าเขาชอบภาพที่คุณวาดให้มาก และแนะนำเพื่อนให้มาใช้บริการคุณ
เพราะฉะนั้นหน้าที่คุณคือสร้างผลงานให้อลังการ และรักษาลูกค้าชั้นดีเอาไว้

เช่น เราอาจจะทำโปรโมชันให้ลูกค้าเก่าสนใจในการซื้อสิ่งต่างๆจากคุณใหม่
ถ้าลูกค้า สามารถแนะนำเพื่อนมาได้ หรือมากันเป็นกลุ่ม
จะมีการลดราคาให้,หรือคล้ายๆกับคูปองสะสมแต้มหรือแสตมป์เซเว่น
หรือ แจกนามบัตรให้ลูกค้า บอกว่า ถ้าเอานามบัตรไปแจกเพื่อน
แล้วเพื่อนเขามาจ้างคุณ คุณอาจจะให้ส่วนลด หรือ 108 วิธีในการคิดการตลาดเฉพาะตัวขึ้นมาค่ะ

ปัญหาเกี่ยวกับลูกค้าของเรา คือ เราเคยเจอบางคนที่ไม่จ่ายค่าสอนจนถึงวันสุดท้ายจริงๆค่ะ
และให้เราไปสอนที่บ้าน ไกลมาก เสียค่าเดินทางประมาณ วันละ 600
สอนเสร็จกว่าจะกลับถึงบ้านเหนื่อยมาก ก็เลยคิดว่าตัดปัญหาคือ
ถ้าจะให้เราไปสอนที่บ้าน ก็จะต้องมีค่าเดินทางให้ด้วย ชาร์จตามความไกลค่ะ

คุณต้องกล้าที่จะตัดลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายคุณออกไปเลยค่ะ
เช่น เหมือนเราที่จะไม่รับงานวาดจากชาวไทย ที่เป็นคนทั่วไป
ไม่ใช่บริษัทเนื่องจากคนพวกนี้มักจะให้แก้งานบ่อยๆจนกว่าจะพอใจแล้วก็มีเบี้ยวเงิน
นอกจากนี้ถ้าทำกับบริษัทไทย จะต้องมีการวางบิล 50% ก่อนทุกครั้งค่ะ

นอกจากนี้ ปัญหาอีกอย่างที่คุณอาจจะเจอคือเจอเร่งงานถ้าเจอแบบนี้
คุณก็ควรจะบอกเลยว่า ถ้าเร่งต้องมีค่าธรรมเนียมเพิ่มนะคะ ถ้าแก้งานเกินกี่ครั้งๆ คิดค่าแก้เป็นรอบๆ

นอกจากนี้เราเคยเจอมาสองสามครั้ง ที่พ่อแม่เด็กหาที่เรียนให้เด็กลงเพื่อเติมเต็มเวลาว่างของเด็ก
ปรากฏว่าเด็กมาเรียนด้วยความซังกะตาย และดูไม่ได้ชอบงานวาด
ตอนหลังเด็กมาขอเรียน 2 อาทิตย์ต่อครั้ง และมีขอดรอปไปชั่วคราว เราก็ตัดเลยค่ะ
เพราะเราไม่ต้องการสอนเด็กที่ไม่ได้มี passion ในงานวาดจริงๆ

มันต่างกันนะคะ ระหว่างเด็กไม่มี passion กับเด็กไม่เก่ง เด็กไม่เก่งนี่ เขาอาจจะยังไม่เจอวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง หรือแค่ไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง คิดงานไม่ออกเพราะไม่มีคน guide ถ้าเด็กไม่เก่งจับทางได้อยู่หมัดเมื่อไร จะกลายเป็นเด็กเก่งทันทีค่ะ

ส่วนเด็กไม่มี passion ในสิ่งนั้นเลย จะเรียนแบบให้พอผ่านๆไปวันหนึ่งค่ะ เด็กพวกนี้ควรหา  passion หรือสิ่งที่ตัวเขาหลงใหลให้เจอ

ขั้นตอนการทำ commission

1.ก่อนจะทำงาน น้องต้องดูลูกค้าก่อนค่ะ 

อย่างแรกคือน้องต้องรู้ชื่อจริงของลูกค้า และทราบ website ของลูกค้าว่ามี url อะไร จากนั้นก็ไป search ใน google ถึงประวัติลูกค้า การที่เรารู้ประวัติลูกค้านั้นจะดีกว่า เนื่องจากลดความเสี่ยงในการเบี้ยวงานของลูกค้าได้ค่อนข้างสูง สำหรับพี่นั้นก็เจองานประเภทฟรีมาเยอะค่ะ ช่วงแรกๆที่รับทำงาน ก็จะมีการต่อรองจากลูกค้า เช่น ถ้าประมูลโปรเจคนี้ผ่าน เราจะได้เงิน XXXXX บาทเป็นต้นค่ะ​แนะนำว่า ถ้าลูกค้าแบ่งเปอร์เซนต์นี่ ทำใจได้เลยว่าน้องอาจจะเจอฟรีล้วนค่ะ โอกาสเสี่ยงประมาณ 50-70%

ทั้งนี้น้องอย่าไปคล้อยตามลูกค้าค่ะ เนื่องจากเราไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์หรือหุ้นส่วนกับลูกค้า เพราะฉะนั้น ลูกค้าควรให้เงินเราในการทำงานเป็นชิ้นๆ เราไม่ควรจะลงไปเสี่ยงดวงกับลูกค้าด้วย เช่น ในกรณีนี้ถ้าลุกค้าประมูลงานไม่ผ่าน เท่ากับว่าเราต้องทำฟรีๆไปเลยค่ะ

 2.จ่ายเงินอย่างน้อย  50% ก่อนการเริ่มงานหรือแบ่งจ่ายทีละเฟส

อันนี้ชัดเจนนะคะสำหรับคนไทย นอกจากนี้น้องต้องบอกด้วยว่า จ่ายมา 50% แล้วน้องจะเสร็จและส่งมอบงานส่วนแรกให้วันไหน ถ้ายังจ่ายไม่ครบ อย่าเพิ่งให้งานที่เสร็จแล้วไปค่ะ น้องต้องตกลงก่อนว่าที่จ่าย 50% นั้น ลูกค้าจะได้รับอะไรบ้าง ในวันไหน?เช่น มีมาสคอทด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง หรือ  character sheet พร้อมกับ design ชุดตัวละคร 4 อาชีพ ยังไม่ลงสี เป็นต้นค่ะ ส่วนที่เหลือก็รอให้จบก่อนแล้วก็ส่งให้ลูกค้าดูอีกครั้ง เมื่อลูกค้าโอเค ให้ลูกค้าโอนอีก 50% มาให้เรา จากนั้นเมื่อได้รับเงินแล้วค่อยส่งมอบไฟล์ให้ลูกค้าค่ะ

3.ลักษณะงานที่ได้รับหรือทำ

เป็นได้หลายอย่างค่ะ เราต้องพยายามหาจุดเด่นในการขายงานของเราให้ได้ อย่างเช่น ขายตุ๊กตาปั้น,วาดรูปล้อ,หรือภาพวาดล้อเลียนบุคคล,ออกแบบคาแรคเตอร์,ออกแบบปกหนังสือ,ออกแบบการ์ดเกม,ทำพรีเซนต์งานแต่ง ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งก็สามารถขยายได้เยอะและแยกย่อยลงไปอีกมากมาย ทั้งนี้การโฟกัสที่ตลาดของไทยนั้นจะทำให้ได้ราคาที่ถูกลงมา ถ้าเราขายให้ชาวต่างชาติด้วย โดยส่วนมากจะได้ราคาดีกว่า แต่ก็โปรโมทได้ยากขึ้น ถ้าน้องภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนะคะ

ทั้งนี้การรับงานวาดจากบริษัท,สตูดิโอ,เอเจนซี หรือ ลูกค้าทั่วไปนั้น ก็มีขั้นตอนในการทำงานเหมือนกัน และการเบี้ยวเงินก็เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือเล็ก ถ้าไม่อยากปวดหัวเรื่องการวางบิลนั้น น้องอาจจะเลือกทำงานกับลูกค้าทั่วไป หรือการผลิตสินค้าขายคนทั่วไปจะดีกว่า  อย่างเช่น กรณีที่ลูกค้าเป็นลูกค้าทั่วไปนั้น น้องจะได้รับเงินเร็วกว่าการรับงานจากบริษัทซึ่งต้องมีการวางบิลและต้องให้ผู้ใหญ่เคาะผ่านถึงผ่าน

ทั้งนี้ถ้าน้องอยู่สายไหนให้พยายามโฟกัสกลุ่มของงานที่รับทำไม่เกิน 4-5 อย่าง (จริงๆแล้วไม่ควรเกิน 3 เลยด้วยซ้ำ) คือถ้าน้องทำเยอะไป อะไรก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิค,ภาพถ่ายก็ทำได้ ทำให้งานของน้องจะไม่โดดเด่นจากคนอื่นๆ เนื่องจากน้องทำในสิ่งที่คนอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกัน น้องต้องพยายามหาจุดขายในงานของเราที่แตกต่างจากคนอื่นๆให้ได้ค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น พิซซ่าฮัทหรือพิซซ่าคอมพานีที่เมื่อน้องสั่งแล้วจะได้รับภายใน 30 นาที ถ้าเกินนี้กินฟรี,ถ้าเป็นเราก็อย่างเช่น ถ้าสั่งทำเยอะ เช่น ในกรณีลูกค้ามาจ้างน้องออกแบบคาแรคเตอร์ เอาไปเป็นของชำร่วยในงานแต่ง โดยเราจะเป็นผู้ติดต่อ supplier และควบคุมคุณภาพของงานที่ออกต่างๆให้ทั้งหมด ลูกค้ารอรับสินค้าอย่างเดียว อันนี้เราก็อาจจะชาร์จเป็นแพคเกจ

4.แพคเกจงาน

สมมติน้องเป็นเว็บดีไซน์เนอร์ น้องอาจจะคิดราคาเป็นแพคเกจของงานและ scope ของงานที่น้องจะได้รับผิดชอบ เช่น  install CMS,ออกแบบ theme,ทำbanner โฆษณา นอกจากนี้ถ้ามีการที่น้องต้องเป็น moderater เพื่อดูแลเว็บด้วย อันนี้ก็ต้องชาร์จเพิ่ม เป็นต้นค่ะ นั่นก็คือ ขึ้นอยู่กับว่าเรา set package ไว้ยังไง และประเภทงานที่เราทำเป็นแบบไหน ถ้าเป็นงานปกก็อาจจะเป็นแพ็คเกจอย่างเช่น ปกหน้า-หลัง ภาพเนื้อใน SD ประกอบและ gimmick อื่นๆที่ใช้ในการจัดเลย์เอาท์

การที่น้องมีแพคเกจให้ลูกค้าเลือก มันจะโอเคกว่าเนื่องจากว่าลูกค้าจะสามารถเห็นภาพชัดเจนว่าจะได้อะไรบ้าง โดยเฉพาะงานที่มีการแตกแยกย่อยงานยิบบ่อยไปอีกเช่น งานพรีเซนต์แต่งงาน ก็อาจจะมีภาพ character ในสไตล์ sd  มีวีดีโอพรีเซนต์,โลโก้ของบ่าวสาว รวมถึงงานที่ใช้ทำของชำร่วยอื่นๆด้วยหรือการ์ตูนบนการ์ดแต่งงาน เป็นต้นค่ะ

6.การตั้งราคา

ราคาของบริการแต่ละแบบของเรา ควรจะมีการเซ็ทให้เรียบร้อยก่อนทำงานค่ะ เช่น เราควรกำหนดไว้ชัดเจนว่างาน commercial ใช้ในเชิงพาณิชย์ กับส่วนตัวนั้น คนละราคากัน เช่น งานพรีเซนต์งานแต่งงาน ถือว่าเป็นงานที่ไม่ใช่งาน commercial เราสามารถชาร์จในราคาที่ถูกกว่าราคาที่ทำกับสำนักพิมพ์ประมาณหนึ่ง เนื่องจากลูกค้าเป็นรายย่อย แต่เวลาตั้งราคาไม่ควรตั้งต่ำไปค่ะ ตั้งสูงไว้ก่อนดีกว่าตั้งต่ำเสียอีก และในเว็บน้องก็อาจจะมีราคาคร่าวๆ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจ

การที่น้องตั้งราคาไว้ที่เท่าไรนั้น มันเป็นการ  position ตัวเองในระดับนั้นค่ะ เราต้องดูคู่แข่งหรือคนที่ทำคล้ายๆกับเราว่าเขาคิดที่เท่าไร?อย่างไรก็ตาม การตั้งราคา ถ้าน้องไปดูคนอื่นๆมากน้องจะเสียจุดยืน ให้ดูว่าคนอื่นเขามีวิธีการจัดแพ็คเกจงานอย่างไร คิดราคาทีเท่าไรบ้าง แก้ไขได้กี่ครั้ง ชาร์จเพิ่มหรือไม่ เป็นต้นค่ะ ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องคิดให้ละเอียด และถ้าน้องไปตั้งราคาต่ำ เวลาจะอัพราคายากแล้วค่ะ

7.การรับงานมาทำ

มาถึงจุดนี้แล้วก็จะบอกว่า ก่อนจะรับงานไหนๆมาทำ น้องควรดูว่า งานที่น้องทำนั้น เป็นงานได้เงินอย่างเดียวหรือเปล่า แต่เราไม่ได้ชอบทำ เราไม่ได้ใส่จิตวิญญาณให้กับงานที่เราได้ทำเลย ถ้าตกอยู่ในสภาพที่เลือกไม่ได้ ต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ พี่คิดว่าสู้น้องหางานที่ได้เงินดีหน่อยแล้วทำงานวาดเสริมจนกระทั่งได้เงินมากพอที่จะทำงานที่ได้ราคาดีหน่อยดีกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ยิ่งน้องเปลี่ยนสายไปทำงานอื่น จะหวนคืนวงการอาจจะยากแล้วค่ะ นอกจากน้องจะขยันมากในช่วงเวลาว่าง ซึ่งพี่แนะนำว่าถ้ารับงานมาทำเยอะๆควรระวังเรื่องสุขภาพให้ดีๆด้วยเนื่องจากน้องอาจจะป่วยได้

งานที่น้องควรจะทำ คืองานที่ทำแล้วมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้สูง มีความก้าวหน้าในชีวิตในหลายๆด้าน และทำให้น้องเติบโต ไม่ใช่งานที่ถอยหลังลงคลองแล้วก็ทำเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองไปวันๆโดยถามตัวเองว่าตกลงความหมายในชีวิตมันคืออะไรกันแน่ เรื่องของการงานมันเป็นแค่ตัวเลือกที่ทำให้เราไม่อดตายไปก่อน แต่สิ่งต่างๆในโลกนี้มันจะไม่มีความหมายต่อน้องเลย ถ้าทำแล้วมันไม่มีความสุข พี่เชื่อว่าคนเราไม่ได้เกิดมา เรียนหนังสือเก่งๆ มีครอบครัว มีตำแหน่งสูงๆ มีบ้าน มีรถ เสมอไป เพราะสิ่งเหล่านั้นมันคือเป้าหมายสำเร็จรูปที่คนต่างมโนกันไป น้องควรหาให้เจอว่าสิ่งที่น้องอยากจะค้นหา สิ่งที่มันมีความหมายต่อชีวิตน้องจริงๆมันคืออะไรค่ะ

ต่อมา ถ้าน้องโอเคกับงานนั้นๆแล้ว การรับงานมาทำ เราก็ต้องดูหลายๆอย่างประกอบไปด้วย เช่นลักษณะของลูกค้า และนิสัยของลูกค้าคนนั้นๆ ถ้างานน่าทำมาก แต่ลูกค้าไม่โอเค ก็ไม่ดีนะคะ ถ้าน้องอยากทำมากจริงๆ แต่น้องรู้มาว่าลูกค้าหรือสำนักพิมพ์นี้คัดงานโหด แก้งานประจำ น้องก็ควรดูด้วยว่า ราคางานนั้นเหมาะสมหรือเปล่ากับการที่เขาแก้ไขงานเราจนกว่าเขาจะพอใจ เนื่องจากฝรั่งเขาจะคิดราคาตอนแก้งานนะคะ

8.เปิดใบเสนอราคา

อันนี้เป็นสิ่งที่  Advance ขึ้นมาอีกระดับ นั่นก็คือ การที่เรามีลูกค้าเป็นบริษัทต่างๆ เราจะต้องวางบิล หรือเสนอราคา (quotation) ไปให้ลูกค้า เบื้องต้นนั้นลูกค้าจะบอกว่าเราต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นเราก็ต้องเขียนใบเสนอราคา ที่ส่วนมาก น้องจะทำเองก็ได้ หรือจะไปหาโหลดตามในเว็บก็ได้ พิมพ์คำว่าตัวอย่างใบเสนอราคาค่ะ ซึ่งส่วนนี้มันอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับการเอาค่าใช้จ่ายไปหักภาษีของบริษัท ทั้งนี้บริษัทจะมีเวลาอนุมัติเงินช้ากว่าคนทั่วไป นั่นก็คือเราจะต้องกำหนดเลยว่า เราเสนอราคาไปวันนี้ๆ แล้วลูกค้าต้องส่งเงินมาภายในวันนี้ๆ และงานจะเสร็จภายในกี่วัน เวลาบอกลูกค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้อย่างที่พูดด้วยค่ะ ไม่งั้นเครดิตจะเสียนะคะ

ในใบเสนอราคา นอกจากจะมีเรื่องของราคาแล้ว เราอาจจะคิดราคาแยกย่อยลงไปในแต่ละส่วน เช่น อนิเมชันพรีเซนต์แต่งงาน ราคา 10,000 บาท,งาน  SD แสตนด์คู่บ่าวสาร ราคา 2,500 บาท เป็นต้น ลูกค้าจะได้ทราบว่าเงินส่วนนั้นๆมันมาจากค่าบริการทำอะไรค่ะ

9.การทำงานกับ Agent,Agency,studio

อันนี้ก็คือ เราอาจจะมี partner หรือว่าหุ้นส่วน หรือผู้ร่วมงานก็ได้ค่ะ โดยที่คนเหล่านี้เขาจะทำการตลาดให้คุณ คุณแทบไม่ต้องทำอะไรก็คือรอรับงานอย่างเดียว แต่ข้อเสียก็คือ กว่างานจะมาถึงตัวเราก็โดยหักค่านายหน้าไปอีก เพราะฉะนั้นเราควรรู้เทคนิคในการโปรโมทตัวเองในเบื้องต้น เช่น วิธีการต่างๆในคอร์สนี้ เพื่อที่น้องจะได้ไม่พึ่ง Agent มากเกินไป เนื่องจากเราจะต้องยืนบนขาตัวเองให้ได้ อย่าไปยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ เนื่องจาก Agent ไม่ใช่คำตอบเดียวของการที่เราจะขายงาน แต่ในต่างประเทศนั้น ถ้าน้องมี Agent จะง่ายกว่า เนื่องจาก Agent สามารถเข้าถึงงานที่มี  profile กับบริษัทสูงๆได้

ทั้งนี้ถ้าเราอยู่เมืองไทย เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับระบบ Agent ของนักวาดค่ะ ต่างประเทศเขามีกันมานานแล้ว ซึ่งการเลือก Agency ที่โปรโมทงานคุณนั้น คุณควรจะเลือก Agency  ที่เหมาะสมกับงานสไตล์เรา ซึ่งจริงๆแล้วคนที่วาดแนว manga ในต่างประเทศนั้นจะหางานจาก  Agency ได้น้อยกว่าคนที่มีสไตล์ลายเส้นแบบอื่นๆที่เข้าถึงคนส่วนมากได้ดี

นอกจากนี้ก็มีสตูดิโอ ซึ่งส่วนมากงานที่เข้ามาก็จะเป็นพวกวาดและเพนท์คอมิคอเมริกัน,วาดและเพนท์การ์ดเกม ซึ่งงานพวกนี้ มีทั้งน่าเบื่อและสนุกคละเคล้ากันไป ถ้าเราเป็น illustrator มืออาชีพใน studio/agent นั้น เราจำเป็นที่จะต้องวาดงานนั้นๆให้ผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งๆที่แม้เราอาจจะไม่ได้่วาดหรือเพนท์งานแนวนั้นในเวลาปกติก็ตามค่ะ ซึ่งพวกนี้ก็มีทั้งทำ freelance หรือทำ inhouse ก็คือเป็นรูปแบบของงานบริษัทชัดเจน

10.Marketing

เรื่องนี้สำคัญมากๆจริงๆค่ะ ก่อนอื่นเราก็ต้องเลือกตลาดที่เราจะลงไปเล่นก่อน หรือว่ากำหนดก่อนว่าลูกค้าเราจะเป็นประเภทไหน,มีรายได้เท่าไรต่อเดือน ส่วนมากมีอาชีพอะไร อยู่ในธุรกิจไหน และเราจะไปหาลูกค้าเหล่านี้ได้ที่ไหน มันก็เหมือนกับการที่น้องหาแฟนนั่นแหละ ถ้าน้องอยากได้แฟนแบบไหน น้องก็ไปสถานที่เหล่านั้น

เช่น ชอบสาวปาร์ตี้ๆ chicๆ ไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ยาวนาน พวก one night stand นั้นก็ไปหาโน่นเลย ในผับ แต่อย่าบอกนะว่า ไม่เจอคนดีๆเลย น้องต้องดูก่อนว่าสถานที่เหล่านั้นคนดีๆอย่างที่น้องอยากได้เขาไปกันหรือเปล่า ลูกค้าก็เหมือนกัน มันอาจจะมาจากการที่น้องมี connection กับลูกค้าคนนี้ อาจจะเริ่มมาจากโลกออนไลน์ก่อน หลังจากนั้นพอลูกค้ามีงานที่เหมาะสมกับคุณ ลูกค้าก็จะเข้ามาถามว่าคุณคิดราคายังไง มีขั้นตอนอย่างไร ถึงขั้นนี้แล้วน้องควรจะมั่นใจในงานของตัวเอง ห้ามบอกเด็ดขาด ถ้าลูกค้าชมคุณให้รับคำชมนั้น และขอบคุณ อย่าไปแบบ…งานผมเหรอครับ ผมว่าคนทำได้เยอะแยะไป ภาพลักษณ์คุณจะดูดรอปลงทันทีค่ะ

เมื่อเลือกตลาดที่เราจะลงได้แล้ว ให้เราลงทุน promote เว็บไซต์ของเรา โดยการทิ้งลิงค์ไว้หลายๆที่ แต่อย่าเอาเพจไปแปะหน้าวอลล์คนอื่น และ tag มั่วไปเรื่อยๆ นอกจากน่ารำคาญแล้ว มันยังแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นพวกยอมทำทุกวิธี ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีน่าเกลียดขนาดไหนก็ตาม ภาพลักษณ์น้องเสียอีกกับวิธีนี้ เพราะฉะนั้น เวลาโปรโมท ให้สร้าง  page ส่วนตัวของตัวเองแล้วก็โพสต์ลิงค์ลงไปค่ะ

โดยที่การ marketing เบื้องต้น ถ้าน้องไม่มีเงินเท่าไร แนะนำว่าให้โฟกัสพลังไปที่การตลาดออนไลน์ค่ะ โดยที่เราต้องมีมารยาทในการโพสต์ในที่ต่างๆด้วย ทั้งนี้การที่ลูกค้าเข้าเว็บน้องมา ไม่ได้หมายความว่าเขาจะซื้อสินค้าและบริการของน้องในทันที เพราะฉะนั้นน้องต้องสานสัมพันธ์กับลูกค้าเพิ่มเติม เช่น ทำช่องให้ลูกค้ากรอกอีเมล์เพื่อรับข่าวสาร เมื่อลูกค้ากรอกแล้วควรจะมีสิ่งตอบแทนบางอย่างเช่น E-book หรือการ์ตูนรายสัปดาห์แบบ Hugh Mcleod ทำ ทั้งนี้เราควรโฟกัสเรื่องของ e-mail marketing ประมาณหนึ่งค่ะ เนื่องจากคนเหล่านี้ ที่สมัครสมาชิก mailing list ของคุณมา เขามีความต้องการข้อมูล หรือต้องการสิ่งที่น้องจะขายอยู่แล้ว และคนส่วนมาก ชอบซื้อค่ะ แต่คนส่วนมาก ไม่ชอบการถูกขายค่ะ น้องต้องเข้าใจตรงนี้นิดหนึ่ง

และการที่ลูกค้าได้รับข้อมูลของน้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งอยู่แล้ว พร้อมกับมีความสนใจสิ่งที่น้องนำเสนอนั้น มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะซื้อ แต่สำหรับลูกค้าบางคน ก็อยากทดลองก่อน สำหรับ illustcourse จะกำหนดชัดเจนว่าเราไม่มีการสอนเทสต์ จะอยากนัดมาดูบรรยากาศการเรียนได้ แต่จะไม่มีทดลองเรียนก่อน แล้วค่อยลงคอร์สเต็ม เนื่องจาก เราจะสอนใคร คนๆนั้นต้องมีความมั่นใจว่าเราจะสอนเขาได้ ไม่ใช่การต้องมานั่งเทสต์เรียนกันอยู่ มันเสียเวลาโดยไม่จำเป็นค่ะ

ส่วน marketing offline นั้นก็อาจจะมีบ้างแต่น้อยกว่า เนื่องจากส่วนมากแล้ว มันแพงและไม่ได้ผลค่ะ เช่น การทำโบรชัวร์แจก มันหว่านไปเรื่อยๆ แถมเป็นขยะสำหรับหลายๆคนอีก แต่สิ่งที่ได้ผลคือนามบัตรสวยๆค่ะ เวลาไปออกงานการ์ตูน ถ้ามีคนมาซื้อสินค้าน้อง ก็ยื่นนามบัตรให้เลยค่ะ ในนามบัตรควรมี url ชัดเจนด้วยค่ะ เพื่อที่คนที่ได้รับเขาจะเข้าไปดู website น้องได้

Branding  คือ อะไร? 

ก่อนอื่นตามดู video ทั้งหมดเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ได้ที่นี่ค่ะ บรรยายเรื่องการสร้างแบรนด์โดยคุณวิทวัส ชัยปาณี
จาก creative juiceG1 ซึ่งเป็นเอเจนซี่โฆษณาชื่อดังค่ะ

Branding ไม่ใช่แค่ตราสินค้า หรือ โลโก้ของสินค้า,บริการ,หรือบริษัทนั้นๆเท่าน้น
แต่ Branding คือสิ่งรวมๆของประสบการณ์ที่ผู้บริโภค มีต่อตัวเราค่ะ โดยที่ผู้บริโภค
จะสร้างความรับรู้ที่มีแบรนด์จากสิ่งที่เขาประสบกับแบรนด์นั้นๆ

อย่างเช่น ฮาร์เลย์ เดวิดสัน เป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่
คนที่ซื้อฮาร์เลย์ ไม่ได้ซื้อเพราะว่าฮาร์เลย์สวยงามอย่างเดียว แต่คนซื้อ
อยากได้ perception หรือ สิ่งที่คนอื่นๆเห็นและสรุปความเป็นตัวเขาออกมา
เขาอยากได้ภาพของคนที่กบฏอย่างสร้างสรรค์
ภาพลักษณ์ของอิสรภาพ คือไม่ขับรถนั่งแบบคนธรรมดาทั่วไป ในการนั่งฮาร์เลย์
ดูกลายเป็นคนหลุดกรอบ และแหกข้อประเพณีแม้คนๆนั้นจริงๆจะเป็นพนักงานทำงานบัญชีก็ตาม

คนนั่งสตาร์บัคส์ ไม่ได้นั่งเพราะเขาอยากกินกาแฟอย่างเดียว แต่จะพบว่า
คนเข้าไปนัดคุยงาน บางคนก็มานั่งทำงาน คนส่วนหนึ่งอยากได้ประสบการณ์ในการนั่งร้านกาแฟที่ดูเท่ ดูหรู
หรืออาจจะหาที่นั่งทำงานดีๆไม่ได้บรรยากาศเท่าการนั่งร้านกาแฟ การนั่ง starbuck นี่
ทำให้คนธรรมดา กลายเป็นระดับ executive หรือ manager หรือพวก art director
และจะพบว่าเรามีความอยากทำงานมากขึ้นเมื่อนั่งร้านกาแฟ

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการสิ่งที่ได้รับนอกเหนือไปจากการนั่งร้าน
แต่อยากได้ความภูมิใจเมื่อแอบถือแก้วสตาร์บัคส์ออกไปนอกร้าน
เพราะถ้าอยากนั่งทำงานอย่างเดียว ก็อาจจะอยู่บ้านทำงานก็ได้
แต่การไปนั่งร้านกาแฟ แล้วทำงานนั้น มันเป็นห้องทำงานของคนยุคใหม่
สตาร์บัคส์จึงมีปลั๊กเสียบไว้ตามจุดต่างๆ ให้คนนั่งทำงานได้อย่างสบาย
ผิดกับร้านกาแฟที่สมัยก่อนรีบๆนั่งแล้วก็รีบๆไป  สตาร์บัคส์จึงเป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคน
และเป็นแบรนด์ที่แสดงถึงความเท่ในขณะเดียวกัน

สินค้า otop ของไทย เราจะสังเกตเห็นได้ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รณรงค์การผลิตสินค้า otop
หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จะเห็นได้ว่า ประเทศเรานั้น มารู้จักการ branding ทีหลัง
ทั้งๆที่สินค้าของไทย ไม่ว่าจะเป็น สิ่งประดิษฐ์,อาหาร,หรือขนม
ล้วนแล้วแต่อร่อยและมีคุณภาพ ขนมไทยบางอันอร่อยกว่าขนมญี่ปุ่นมาก
มีรสชาติที่เด่นชัด แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักสร้างแบรนด์ ปรับ packaging ให้ดูดี
และตั้งราคาไว้ที่เหมาะสม ไม่ใช่ดูแล้วเป็นขนมหรืออาหารโหลๆที่ซื้อได้ทั่วไป
ซึ่งการจะสร้างแบรนด์นั้น มันเหมือนตอกเสาเข็มใหญ่ของบ้าน มันต้องคิดก่อนที่จะลงมือทำค่ะ

มันก็เหมือนกับบ้านเมืองของเรานี่แหละ ที่ดูไม่สวยงาม ไม่เรียบร้อย
เมื่อเราเข้าไปกลางเมืองต้องเจอกับความวุ่นวาย เนื่องจาก
การวางผังเมืองไม่ดี ไม่ได้คิดไว้ก่อนที่จะสร้างเมือง ได้แต่สร้างไปเรื่อยๆ
แล้วค่อยปรับแก้ๆ เวลามีปัญหา อย่างเช่น น้ำท่วมก็เอากระสอบทรายมาวาง
ทั้งๆที่สิ่งที่ควรทำก็คือ วางระบบระบายน้ำ(irrigation system)  อย่างไร ไม่ให้น้ำท่วม

ทั้งนี้ การสร้างแบรนด์ของคนไทย ยังคิดแค่ว่า เปลี่ยนโลโก้ เปลี่ยนแพคเกจ แล้วจบกัน
จ้างแม่ค้าคนหนึ่งมาเฝ้าหน้าร้านคอยขายของ ปรากฏว่าแม่ค้าคนนั้นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อลูกค้า
เช่น ด่าลูกค้าที่เดินซื้อของในร้าน อันนี้ก็ถือว่า คุณได้สร้างประสบการณ์แย่ๆให้กับลูกค้าไปแล้ว

แบรนด์คือทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นคุณค่ะ
โดยประสาทรับรู้ทั้ง 5 นั่นก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
เพราะฉะนั้น แม้แต่เสียงคุยโทรศัพท์ของคุณ
ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ แบรนด์ต่างประเทศอย่าง Zappos
ที่เป็นเว็บไซต์ E-commerce ชื่อดังจึงลงทุนกับพนักงานส่วน customer service มากๆ

ถึงกับได้ยินมาว่า ตัว Ceo Zappos เอง
หรือว่าโทนี่ เช ได้โทรศัพท์ไปคุยกับพนักงานด้วยตัวเองโดยไม่บอกว่าเป็นเขา
และเขาลองโทรไปสั่งพิซซ่า(Zappos เป็นเว็บขายรองเท้าค่ะ)
ปรากฏว่ามีพนักงานส่งพิซซ่ามาส่งพิซซ่าให้เขาภายในครึ่งชั่วโมง
ทั้งๆที่ Zappos ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพิซซ่าเลย แต่พนักงานทุกคนถูกสอนมา
ให้เติมเต็มในสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ได้



from WordPress http://ift.tt/2mnHSR8
via IFTTT

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม