ศิลปิน ที่ประสบความสำเร็จคิดกันอย่างไรกับความเชื่อผิดๆในงานศิลปะ

ศิลปิน รุ่นเยาว์ในหลายคนมักจะคิดว่าอย่าขายให้มันเกินงาม พวกเขาทำงานศิลปะเพราะเป็นงานศิลปะ โดยที่ไม่สนใจเชิงพาณิชย์เลย บางทีเขาก็มีไอดอลอย่างโมสาร์ทและ แวนโก๊ะ และเห็นว่า สังคมยกย่องเชิดชูเขาเหล่านั้นอย่างไร พวกเขาต้องการการยอมรับและการระลึกถึงระดับเดียวกัน แต่ลืมไปว่าพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องเสียสละมากมายแค่ไหนเขาต้องยอมแรกทั้งชีวิตเพื่อผลิตงาน

ศิลปิน

นักวาดที่คิดว่า ศิลปิน ไส้แห้งแน่นอน หลายชีวิตแบบนี้เป็นชีวิตที่ต้องพบเจอ เขาได้ยินเรื่องอย่าง ศิลปิน ชื่อดังเทคยาและคิดว่านั่นคือแบบอย่างของ ศิลปิน ชึ่งถ้าทำตามจะทำให้ประสบความสำเร็จ เขาไม่เข้าใจว่านี่ไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็น ศิลปิน เลย เขามองแต่เปลือกนอก ไม่ได้มองว่าศิลปินที่แท้จริงเป็นอย่างไร

ปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งก็คือการที่นักเรียนศิลปะที่จบจากโรงเรียนศิลปะคิดว่าตัวเองมีทักษะศิลปะเหนือกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนศิลปะ  ขอแชร์คำพูดของ william grant “ คุณนั้นเป็นเอกลักษณ์และต้องแบ่งปันอะไรที่สุดยอด งานของคุณก็คือการตามหาว่ามันคืออะไรและใครต้องการมันไม่เช่นนั้นมันก็เป็นแค่งานอดิเรกที่สวยหรูที่คุณใช้เวลาว่างของตัวเองแล้วแต่งงานกับเงินของคุณซะ”

แนวความคิดของคุณมีผลต่อความสำเร็จของคุณมันมีความสำคัญเท่าๆกับทักษะทางธุรกิจ ในเว็บไซต์ของเรา  ได้ให้ 5 ขั้นตอนสู่การเป็นนักวาดมืออาชีพ  โดยส่วนมากแล้วก็จะเป็นมือสมัครเล่นที่ต้องการจะขยับไปเป็นมืออาชีพ ซึ่งขั้นตอนระหว่างนี้คือความกลัว นักว่าหลายคุณกลัวว่าจะไม่ดีพอที่จะขายได้หรือกลัวว่าจะขายได้ไหมพอที่จะเลี้ยงชีพได้ ความกลัวนี่คือผลของทางแห่งความคิดเกี่ยวกับชีวิตและศิลปะนั้นก็คือแนวความคิดหรือ   mindset

ความกลัวนั้นเป็นที่เข้าใจได้ สิ่งทั่วไปที่รับรู้ได้ก็คือเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเป็นศิลปิน มีคนบางคนเท่านั้นที่พิเศษที่สามารถเข้าไปเป็นอาชีพศิลปินได้ แนวความคิดนี้นำไปสู่ความเครียดของครอบครัว ที่บังคับให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษไปสู่อาชีพนี้ และความเครียดของครอบครัวที่บังคับให้นักเรียนที่ไม่มีความสามารถมากพอหรือนักเรียนที่อยู่ในขั้นฝึกหัดไม่เป็นอาชีพที่ตัวเองต้องการหรือไม่ให้เป็นศิลปินซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

แปลว่าจริงๆแล้วมีบางอย่างบ่งบอกปัจจัยความสำเร็จที่สามารถคาดเดาได้  ปัจจัยหลักที่ทำให้ศิลปินคนหนึ่งประสบความสำเร็จนั้นเหมือนกับนักธุรกิจหลายหลายคนเข้าใจธุรกิจของศิลปะทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

ในการที่จะขายงานศิลปะคุณต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้

  • การแลกเปลี่ยนมีความหมายอย่างไรต่อศิลปิน
  • เข้าใจคนที่ต้องการซื้องานศิลปะ
  • หนทางไหนทางที่งานศิลปะจะขาย
  • ตัวคุณจะขายงานศิลปะอย่างไร

การแลกเปลี่ยนมีความหมายอย่างไรต่อศิลปิน

ถึงแม้ว่าธุรกิจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ศิลปินจะนึกถึง ศิลปินที่จะขายงานควรระลึกไว้ว่า คุณจะมีชีวิตโดยการขายงานศิลปะของคุณและนั่นคือการดำเนินธุรกิจ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ก็เก่งมากค่ะ

และในระดับพื้นฐานธุรกิจก็คือการแลกเปลี่ยนคุณค่า เรามีสิ่งที่คุณอยากได้ คุณมีสิ่งที่เราอยากได้ เราจะมาถกเถียงกันว่าแต่ละคนต้องแลกอะไรให้กันและกัน

ในเขตของเงินสำหรับสินค้าเชิงกายภาพอย่าง apple หรืออุปกรณ์ศิลปะมันง่ายมากคุณรู้ว่าคุณต้องจ่ายเท่าไหร่และคุณต้องการมากเท่าไหร่ ต้องเอาอะไรไปแลก

แต่กับศิลปะการแลกเปลี่ยนนั้นดูเหมือนจะมืดมัวมากกว่า

การเรียนรู้ที่จะแยกการสร้างงานศิลปะของคุณ กับการขายงานศิลปะของคุณสองสิ่งนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกัน ไม่ว่าคุณจะใช้ความพยายามแค่ไหนในการสร้างงานมันก็ไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะขายงานอย่างไรนอกจากมีเรื่องให้เขียนหรือเล่าเวลาขายงานมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญก็คือนักสะสมนั้นได้ให้คุณค่ากับงานศิลปะของคุณที่คุณสร้างหรือเปล่า

การให้คุณค่างานศิลปะมีความเกี่ยวข้องกับศิลปะนั้นมีความประทับใจต่อบุคคลบุคคลหนึ่งอย่างไร  การที่คนคนหนึ่งซื้อ doujinshi  ซื้อ art book  ซื้อ งานศิลปะเกี่ยวข้องกับการที่อารมณ์ของคนคนนั้นเป็นอย่างไรเมื่อได้เห็นสิ่งที่เขาซื้อไป เขาต้องการที่จะมีในสิ่งที่คนอื่นไม่มี ศิลปะบางทีเป็นเครื่องแสดงสถานะของคนแต่ละคน

 

ศิลปิน ต้องเข้าใจคนที่ต้องการซื้องานศิลปะ

 

ที่จริงแล้วคนชอบงานศิลปะ เขาชอบสิ่งสวยงามงาม เขาชอบสิ่งที่ท้าทายเขาแล้วทำให้เขาคิด เขาชอบบทสนทนาและวัตถุที่มีการแลกเปลี่ยนเชิงสังคม คุณแค่ต้องทำยังไงที่จะเข้าไปสู่ความรักของผู้คนได้

ก่อนอื่นเลยคุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ เข้าใจว่าอะไรขายได้ การเข้าใจว่าอะไรขายได้โดยพื้นฐานจะทำให้คุณเข้าใจ อะไรเกิดขึ้น เมื่อคุณมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า

การขายนั้นก็คือควรจะซื้อกับคนที่ตัวเองชอบรู้จักและเชื่อใจแต่มันเป็นจริงเสมอแม้แต่สิ่งที่พวกเขาชอบ

ถ้าคุณสามารถทำให้คนรู้จักชอบและเชื่อใจการขายจะเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ เราขอเล่าเรื่องราวของMelissa din widdle ได้ทำให้เราเห็นภาพ โดย melissa ได้ไปเข้าร่วมเวิร์คช็อปสามวันที่งานส่วนตัว คน 140 คนค่ะ มีนักพูดขึ้นไปพูดในหลายๆหัวข้อ เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ธุรกิจและกลอนที่งานนั้นเมลิซ่าได้เลือกโหวตให้ไปพูดถึง 7 นาทีการพูดของเธอได้รับการตอบรับที่ดีเธอพบว่าตัวเธออยู่ท่ามกลางบุคคลที่รักเธอและแม้ยังไม่เห็นงานของเธอเลยค่ะ

ในวันงานวันสุดท้ายผู้ร่วมงานได้เชิญคนไปขายสินค้าของตัวเองบนโต๊ะที่จัดไว้เมลิซ่าได้นำเอางานชิ้นเล็กๆ 100 งานบนกระดาษมันเป็นสื่อประสมกับการคัดลายมือที่เป็นคำพูดที่เธอเรียกว่าอาร์ตสปาร์ค เมลิสซ่าพบว่าตัวเธอล้อมรอบไปด้วยผู้ที่เข้างานจากงานนั้นพวกเขาถามเธอและหยิบงานที่ที่เธอคิดว่าดีที่สุดให้พวกเขาเมลิซ่าจบที่การขายงานได้ถึงสองโหลในงานนั้นโดยเธอแค่คิดว่าจะขายได้เพียงแค่หนึ่งถึงสองงาน การขายงานได้ถึงสองโหลในงานนั้นโดยเธอแค่คิดว่าจะขายได้เพียงแค่หนึ่งถึงสองงานเท่านั้น

 

หมายความว่าอะไร?

ในฐานะที่เราเป็นคนเราอยากจะรู้สึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคยเราเป็นสัตว์ที่มีนิสัย เรากลัวความใหม่และกลัวที่จะดูโง่เราจึงหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและมุ่งไปยังบุคคลที่เราชอบและได้รับการยืนยันแล้ว . ผู้คนในงานคุ้นเคยกับเมลิซ่าและเขามีความสุขเวลาอยู่ร่วมกับเธอใช้เวลากับเธอพวกเขาจึงเชื่อในคำพูดของเธอ เมื่อมีคนแรกให้ เมลิซ่า เลือกผลงานให้ทุกคนรู้ว่าน่าจะเป็นไอเดียที่ดีเช่นกันดังนั้นเค้าก็เลยทำในสิ่งเดียวกัน

ศิลปะเป็นเรื่องที่เสี่ยงใครจะไปรู้ว่าคุณจะยังชอบผลงานที่เคยชอบภายใน 1 เดือนหรือ 1 ปีหรือไม่ถ้าหากคุณต้องการเปลี่ยนสีกำแพงล่ะแล้วงานนั้นไม่ได้เข้ากับกำแพงของคุณเลย ถ้าหากงานมี message ที่คุณไม่เข้าใจอยู่ล่ะ

งานศิลปะนั้นมีความท้าทาย ถึงแม้บางสิ่งอย่างเช่นภาพวาดพาสเทลหรือภาพวาดชายหาดอย่าทำให้นักสะสมลังเลใจเลยว่าตัวเองได้เลือกถูกต้องหรือไม่ถ้าหากเราเรียกศิลปะชิ้นงานที่ผิดล่ะ ถ้าหากงานศิลปะทำไม่ดีและหลุดลอกมาล่ะ ถ้าหากเพื่อนฮิปสเตอร์ของเค้าล้อเลียนเค้าที่ซื้องานศิลปะผิดล่ะ

การซื้องานศิลปะโดยใช้เวลา นักสะสมนั้นต้องดูว่า gallery ท้องถิ่นนั้นอยู่ตรงไหนแล้วก็บึ่งรถไปยัง gallery นะแล้วก็ดูรูปเพนท์แล้วแกล้งทำเป็นรู้ว่าความแตกต่างของภาพเหล่านั้นคืออะไรและหวังว่าจะไม่มีใครถามเขา เมื่อเขาเจอสิ่งที่ตัวเองชอบเขาก็ต้องต่อรองราคากับเจ้าของ gallery และนำมาใส่กรอบขนส่งและแขวนบนกำแพงของเขา ถ้าเขาไม่ได้หายใจเข้าหายใจออกไปศิลปะแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่เครียด ยังไม่ได้รับเรื่องการประมูลงานศิลปะอีกนะ ที่ต้องนั่งในห้องเป็นชั่วโมงชั่วโมงกับผู้แข่งขันประมูลด้วยกันเพื่อที่หวังว่าจะได้งานที่ตัวเองต้องการ ขนาดคนที่มีเงินยังลังเลที่จะซื้อเพราะว่ามีเวลามากำหนด

เหตุผลเหล่านี้เป็นเหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำไม คนดีลงานอาร์ตและเจ้าของ gallery เป็นผู้เฝ้าประตูที่มีประสิทธิภาพมาช้านาน พวกเขารู้ขั้นตอนในการซื้อขายงานศิลปะ พวกเขาเข้าใจว่านักสะสมนั้นเครียด และพวกเขารู้ว่าจะผ่อนคลายหรือแนะนำนักสะสมอย่างไรในขั้นตอนกระบวนการและทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับพวกเขา

นักสะสมที่มีประสบการณ์มีความสัมพันธ์กับ gallery ชั้นสูงหรือศิลปินที่เป็นที่รู้จักชอบและเชื่อใจ เขาสามารถตัดขั้นตอนของเวลาและความเครียดในการซื้องานศิลปะไป นักสะสมซื้องานศิลปะเพราะว่าเค้าเชื่อในรสนิยมของแกลอรี่หรือว่าเพราะว่าเขาเชื่อในศิลปินเพียงพอที่จะสนับสนุนงานของพวกเขา

พวกเขารู้ว่า personal brand ของศิลปินนั้นแข็ง และคุณค่าของศิลปะอาจจะราคาขึ้นไปได้ นี่คือเหตุผลที่ Damian Hirst  สามารถขายปลาฉลามสตัฟฟ์  และคุณไม่สามารถขายภาพแมวที่มีการจัดองค์ประกอบที่สวยงามอย่างยอดเยี่ยมของคุณได้ แน่นอนว่าเรารู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นศิลปินจะได้รับการเสนองานโดย gallery ด้วย connection ที่มีมากมาย และศิลปินทุกคนไม่ได้ต้องการเช่นนั้น การให้ gallery เป็นตัวแทนมีข้อเสียหลายประการคุณจะจบที่ส่งงานศิลปะให้กับ gallery หรือกลุ่มของนักสะสมเมื่อพวกเขาโทรมาหรือคุณสามารถที่จะทำมันได้

การสร้างความสัมพันธ์กับนักสะสมโดยตรงงานให้รางวัลมากกว่า สิ่งที่เยี่ยมยอดก็คือมีโอกาสที่คุณสามารถจะสร้างความสัมพันธ์กับนักสะสมด้วยตัวคุณเองอินเตอร์เน็ตทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับคนทั่วโลกที่ชอบในสิ่งที่คุณทำ มีสังคมออนไลน์มากมายที่แชร์ความสนใจร่วมกัน ถึงแม้จะเป็นสังคมเล็กๆก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างดี

คุณแค่ต้องทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้คุณมีเอกลักษณ์และหาคนที่ชอบในสิ่งที่คุณทำได้อย่างไร พูดง่ายๆก็คือต้องค้นหาตลอดชีวิต

ช่องทางหลายทางที่จะขายงานศิลปะ

ในการที่จะเป็นนักวาดที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินหรือศิลปินนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่ามีศิลปินมากมายที่กำลังทำสิ่งนั้นอยู่ และมีหลายหนทางที่มันสามารถทำได้ สิ่งต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นการไกด์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการให้เห็นมุมมองความเป็นไปได้หลายอย่าง

independent  ขายโดยตรงต่อผู้สะสม

ขายภาพ original  โดยตรงต่อผู้ชายสูงด้วยตัวคุณเอง วิธีนี้เป็นวิธีปกติในการขายงานศิลปะ นี่เป็นทางที่ธรรมดาที่สุดที่หายงานศิลปะคุณต้องสร้างฐานลูกค้าของตัวเองหรือ following  สร้างโชว์ของตัวเอง สร้างเว็บไซต์ตัวเอง และจัดการการขายด้วยตัวเอง

 

การขายในแกลอรี่

เจ้าของ gallery หรือตัวแทนในการขายขายงานศิลปะให้กับคุณคุณไม่เกี่ยวข้องนอกจากคุณต้องอยู่ในขณะที่มีโชว์เพื่อตอบคำถามและให้คนเห็น นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านคริสตัลว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาในการที่จะขายงานศิลปะแต่ว่าเราได้รับส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ขาย print

การขายปรินท์นั้นเคยเป็นเรื่องที่แพงมากแล้วต้องการการลงทุนไปก่อน และความเสี่ยงว่าจะไม่ได้ทุนคืนถ้าขายภาพปรินท์ไม่ได้เราก็ทุนสต๊อกกันไปแต่ว่าตอนนี้ มีบริการทำตามจำนวนที่ต้องการหรือ print on demand  คุณไม่ต้องลงทุนไปก่อนไม่ว่าจะเป็นค่ากระดาษผ้าหมึกพิมพ์ฯลฯแน่นอนว่าคุณจะต้องเรียนรู้ที่จะนำ traffic มาสู่เว็บไซต์ของคุณและกระตุ้นให้คนซื้อ

 

คอมมิชชั่น

ไม่ว่าจะเป็นภาพ pet portrait. portrait คน.งาน street art หรือว่าจะเป็นอย่างอื่นไปเลยงานคอมมิชชั่นงานสามารถเป็นแหล่งรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง คุณอาจจะต้องมีความพยายามมากหน่อยในตอนเริ่มต้น แต่หลายหลายปีถัดมา เมื่อคุณสร้างฐานลูกค้าไว้ได้เยอะแล้วก็จะเป็นการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ

 

คุณขายงานของคุณได้อย่างไร

 

ถ้าไม่พูดถึง business model ทั้งหมดในการขายงานศิลปะ  คุณจะให้งานของคุณเป็นอย่างไร อะไรที่ดูเข้าทีมากที่สุด สิ่งที่เราถามก็คือคุณอยากให้ไลฟ์สไตล์ของคุณเป็นอย่างไร อะไรที่เป็นความเหมาะสมในบุคลิกและขั้นตอนในชีวิตของคุณความจริงง่ายๆก็คือมีศิลปินราวๆ สี่หมื่นคนแค่ในเมืองนิวยอร์กอย่างเดียวที่พยายามที่จะเข้าไปยังแกลลอรี่ มันสามารถทำได้  แต่มันต้องใช้การทำงานหนัก และไม่มีโชคลาภเลย

อย่างไรก็ตามถ้าแนวความคิดในการจัดการธุรกิจของตัวคุณเองและดูแลลูกค้าทำให้คุณรู้สึกมึนหัวและคุณต้องการใครสักคนที่จะมาจัดการธุรกิจให้คุณเอาล่ะคุณควรจะหยุดอ่านตรงนี้ซะแล้วไปหาแกลเลอรี่ที่จะช่วยในการขายงานศิลปะให้คุณ

การที่มีผู้สะสมงานที่ชอบคุณมากพอที่จะจ่ายเงินให้คุณเป็นปีๆ แค่ทำให้แน่ใจว่าคุณนั้นทำงานและพวกเขาได้เห็นงานของคุณก่อน ศิลปินแอมเบอร์ จีน จากมอนทาน่าสร้างส่วนลับสำหรับเว็บไซต์ของเธอเพื่อผู้สนับสนุนเหล่านี้ แล้วพวกเขาก็ได้ดูงานชิ้นใหม่ของเธอก่อนใครก่อนที่จะออกไปท้องตลาด

การเชื่อมต่อกับผู้คนทั้งโลกที่รักคุณและเห็นคุณทำในสิ่งต่างๆทำงานศิลปะ มีคนเป็นพันดูวีดีโอของคุณที่คุณสร้างงานศิลปะเพราะว่าเขารักคุณ วาล จากวาล  art dairy  มีผู้สมัครสมาชิกถึง 41000 คนใน youtube  เขาทั้งให้ feedback และการส่งเสริม นอกจากนี้ยังซื้องานศิลปะของเธอด้วย

งานศิลปะของคุณให้แรงบันดาลใจกับผู้คนนับ 10  คุณควรตัดสินใจที่จะทำดีกับคนแปลกหน้าคนเหล่านั้นอาจจะแชร์ประสบการณ์ของพวกเขาลงใน blog ของตัวเอง การสร้างงานโชว์ที่ขายเพียงแค่วันสองวันและมีความต้องการมากพอในงานนั้น คุณอาจจะได้รายได้ถึงครึ่งนึงของปีจากงานโชว์นั้นๆ

มีตัวอย่างเป็นสิบเป็นร้อยที่ไม่อาจจะบอกได้หมดแต่คุณอาจจะเข้าใจไอเดีย ถ้าคุณเป็น creative  ธุรกิจของการเป็นศิลปินจะต้องเติมเต็มเท่าๆกับการสร้างงานศิลปะ

ความเชื่อที่ถูกจำกัด

เมื่อคุณเข้าใจว่าศิลปะสามารถขายได้และศิลปะสามารถขายได้อย่างไรไม่มีอะไรที่จะหยุดคุณอยู่ยกเว้นเสียแต่ความคิดที่จำกัดเราทั้งหมดมีโลกภายในบทสนทนาที่คอยบอกเราว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ทำสิ่งที่ดีหรือไม่ดีบทสนทนาภายในเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ไร้สติเกี่ยวกับโลกรอบรอบตัวเรา เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ตัวและระลึกเสมอว่าเราจำกัดทางเลือกของตัวเองเพราะว่าบทสนทนาภายในเหล่านั้น

คำพูดที่ศิลปินมักจะพูดกับตัวเองเสมอไม่ว่าจะเป็นโจ๊กหรือพูดจริงก็ตามได้แก่คำพูดเหล่านี้

ฉันไม่ใช่นักธุรกิจ ฉันไม่เก่งคอมพิวเตอร์

นี่เป็นข้ออ้างที่ขี้เกียจที่การเรียนรู้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับศิลปะคุณแค่ปัดทิ้งความรับผิดชอบที่คุณควรจะต้องทำมัน

เพราะว่าเศรษฐกิจมันตกต่ำไงล่ะ

ใช่มันตกต่ำกันแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเลยที่เกี่ยวกับคุณมีศิลปินที่ทำมาหาเลี้ยงชีพได้แม้กระทั่งเศรษฐกิจตกต่ำ เศรษฐกิจนั้นเป็นแนวความคิดของทุกอย่างโดยรวมบางอย่างก็ดีบางอย่างก็ไม่ดี คุณสามารถทำมันได้ คุณก็ต้องหาทางทำมัน

ฉันไม่มีเวลาไม่มีเงินไม่มีทรัพยากรใดใด

ต้องเข้าใจนะเราทุกคนต่างยุ่ง ต่างมีทรัพยากรที่จำกัด แต่ศิลปินที่ประสบความสำเร็จค้นหาหนทางที่สร้างสรรค์ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดที่จะไปถึงจุดหมายของพวกเขาถ้าคุณสามารถทำงานภายใต้ความเครียดเวลาที่คุณทำงานศิลปะคุณก็สามารถทำได้ในธุรกิจของคุณ

คุณก.คนสำคัญบอกว่าฉันควรทำอย่างนั้นแทน

เราได้ยินสิ่งนี้บ่อยมาก  เช่นแฟนของศิลปินบอกว่าเธอไม่ควรทำสิ่งนี้นะหรือพ่อแม่บอกว่าลูกไม่ควรทำอย่างนี้นะ ลูกเลิกวาดรูปไปซะ  ครูของศิลปินบอกว่าเธอควรทำวิธีอื่นนะเทคนิคนี้ไม่เวิร์คไปหา gallery ซะให้แกลลอรี่ขายงานให้ ของศิลปินบอกว่าเธอควรเพ้นท์เชิงพาณิชย์ให้มากกว่านี้นะ มีคนเดียวที่จะตัดสินใจได้นั่นคือตัวคุณคุณรู้งานของตัวเองคุณรู้ว่าอะไรทำให้คุณสนุก คุณรู้ระดับของเทคนิค ศิลปินที่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์และเติมเต็มนั้นก็คือศิลปินที่มีวิสัยทัศน์ว่าเขาต้องการให้งานเขาเป็นแบบไหนและก็ยึดกับมัน

gallery หรือตัวแทนของฉันห่วย

เอาล่ะข้อแรกยินดีด้วยที่ได้เข้า gallery  และได้มีตัวแทน หรือ นายหน้า แล้วไงต่อ เขาไม่ได้เป็นหนี้อะไรคุณ จำไว้นะเขาเป็นนักธุรกิจ คุณเคยบอกกับเขาไหมว่าทำไมเขาถึงไม่ขายงานของคุณ ทุกอย่างเราล้วนมองที่ตัวเองก่อน คุณจะทำให้หุ้นส่วนของคุณคนนี้มีความสำคัญมากขึ้นหรือไม่ถ้าคุณไม่สามารถคุณว่าคุณจะหาแกลอรี่อื่นที่จริงจังกับคุณมากกว่านี้ และทำให้คุณเป็นความสำคัญลำดับแรกๆของเขา

บางครั้งตัวแทนหรือแกลลอรี่แค่ไม่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของคุณคุณอาจจะเป็นศิลปินที่เจ๋งแต่ถ้านักสะสมของ gallery ไม่รู้สึกอะไรกับงานคุณเลยและเจ้าของ gallery ก็ไม่พยายามที่จะผลักดันงานคุณมากกว่างานที่นักสะสมชอบเลย

ฉันไม่ใช่ศิลปินที่ดีนะ

เนื้องานสำคัญกว่าพรสวรรค์ ครูศิลปะทุกคนจะบอกคุณว่าศิลปินที่สร้างงานที่ดีที่สุดไม่ใช่ศิลปินที่มีพรสวรรค์ที่สุดแต่เป็นศิลปินที่ทำงานหนักที่สุดเขาจะทำงานจนกว่ามันจะถูกต้องเพราะเขารู้ว่างานนั้นไม่ใช่แค่เป็นของเขาคนเดียว และนี่ก็เป็นสิ่งเดียวกับธุรกิจบางทีคุณก็โชคดีแต่ในหลายครั้งคุณก็ต้องสร้างธุรกิจจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนนึง

จะสั่นคลอนความเชื่อผิดๆได้อย่างไร

ก่อนอื่นก็คิดก่อนว่ามันเป็นไปได้และหาข้อดีมาหักล้างความเชื่อที่ผิดๆนั้น

เราไม่ใช้เวลามากในที่นี้ในการที่มีความเชื่อผิดๆ ทั้งอุตสาหกรรมได้สร้างขึ้นมาจากการที่ช่วยเหลือผู้คนหนีจากความเชื่อผิดๆนั้น มีหนังสือและสัมมนาที่เฉพาะทาง ทำตามคำแนะนำที่ช่วยเหลือเรา

สร้างยอดขาย

ไม่มีอะไรที่สั่นคลอนความเชื่อแห่งความจนไปมากกว่าการที่ได้เงินจริงๆ ถึงจะเป็นเงินเล็กน้อยมีหลายทางที่จะได้เงินรวดเร็วสำหรับศิลปินคุณอาจจะตั้งซุ้มเล็กๆบนถนน อาจจะส่งอีเมลไปหา mailing list ของคุณว่าคุณมีสเก็ตซ์ภาพใหม่วางขายแล้ว คุณอาจจะตั้งขาตั้งวาดรูปในบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่านและเสนอวาดภาพเล็กๆสำหรับผู้คน  แต่เราเคยเห็นอาร์ติสท์ที่ทำแบบนี้มาแล้วก่อนประสบความสำเร็จแล้วหลังประสบความสำเร็จเพื่อเตือนตัวเองว่าการขายนั้นเป็นอย่างไร

แวดล้อมผู้คนที่มีความคิดบวก

มีจำนวนของผู้คนที่อีเมลมาหาเราเพื่อที่จะบอกว่าบล็อกของเรานั้นทำให้เขาเชื่อเป็นครั้งแรกว่าเขาสามารถเป็นนักวาดได้เขาสามารถได้งานได้เขาไม่เคยถูกบอกเลยในตลอดชีวิตของเขาจากเพื่อนฝูงจากครอบครัวและคนอื่นๆที่มีความหมายต่อชีวิตเขาและเป็นคนที่เขาเชื่อใจ

ศิลปินมีการรวมกลุ่มกันบ้างที่เราก็นั่งล้อมวงกันแล้วก็เล่าเรื่องหลอนเกี่ยวกับความยากลำบากของชีวิตบ้างหรือว่าจะดีแค่ไหนถ้าเลือกชีวิตทางอื่นบ้างเราแชร์เรื่องสยองเกี่ยวกับการขายที่เลวร้ายนักสะสมที่ไม่ดีศิลปะที่ห่วย ร้านขายอุปกรณ์ศิลปะที่แย่แล้วก็อาจารย์ที่แย่

มันจะเป็นเรื่องดีกว่าถ้าคุณล้อมรอบตัวคุณด้วยคนที่สามารถยกคุณขึ้นมาได้ หรือว่ากลุ่มมาสเตอร์มายด์กรุ๊ป

เข้าสังคม

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับตัวเราก็คือศิลปินส่วนมากมักจะโดดเดี่ยวและนี่จะค่อนข้างเพิ่มขึ้นๆ เราไม่อยากที่จะเหมารวมแต่ดูเหมือนว่าศิลปินส่วนมากมักจะเก็บตัว  มันง่ายกว่าที่จะอยู่ในสตูดิโอกับศิลปะของคุณแทนที่จะออกไปข้างนอกแล้วพบผู้คนมันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก โลกใบนี้ยังต้องการนักคิดและผู้คนที่มีความอ่อนไหว ถ้าคุณรู้สึกเครียดในการอยู่กับผู้คนคุณอาจจะเป็นอินโทรเวิร์ด หรือผู้ได้รับพลังจากการอยู่กับตัวเองมากกว่า  แต่ว่ามันก็คุ้มค่าที่จะหาทางที่คุณจะอยู่ร่วมกับผู้คนได้อย่างรู้สึกสะดวกสบายในกรณีที่คุณอาจจะเกิดปัญหา

 

ออกกำลังกาย

มันปล่อยเอ็นโดรฟินออกมา ทำให้เรามีความสุข และถ้าเรามีความสุข เราก็จะมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ทำธุรกิจได้ดีขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถช่วยลดอาการปวดต่างๆนานาได้

 

แฟ้มคำชื่นชมสรรเสริญ

เมื่อไหร่ที่เราได้อีเมลจากบางคนที่บอกว่าเขานั้นรู้สึกสนุกกับ blog post หรือคลาสเรียนของเรามากขนาดไหนเราจะเก็บไว้ในแฟ้ม ก็รู้ว่ามีหลายคนที่ทำแบบนี้

มันไม่ใช่เป็นวิธีการเดียวที่เก็บรวบรวมคำนิยมให้เป็นที่เป็นทาง มันยังเป็นทางที่ดีที่ทำให้คุณรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวคุณเองเมื่อคุณล้มเหลวในอะไรบางอย่างหรือเมื่อบางคนสิคุณบางอย่างได้เกิดขึ้นกับคุณ เพียงหยิบซ้ำสรรเสริญออกมาแล้วก็อ่านสิ่งดีๆที่ผู้คนพูดถึงเกี่ยวกับคุณ  โรงต้องการแถวให้คุณหมอบ คุณต้องหาวิธีสู้กลับ และฉันสรรเสริญนั้นได้ผลดีต่อเรา

 

ยังมีข้อเข้าใจผิดหลายข้อเกี่ยวกับศิลปินไส้แห้งว่ามันเป็นจริงสิ่งเหล่านี้เป็นความคิดเกี่ยวกับอาชีพของคุณและการจำกัดในสิ่งที่คุณสามารถทำได้

 

“การเป็นศิลปินไส้แห้งทำให้ฉันเป็นศิลปินที่ดีขึ้น”

เป็นเรื่องที่เคยได้ยินมาตลอดเวลา เห็นว่าตลอดว่าศิลปินหลีกเลี่ยงที่จะเข้ายุ้งเกี่ยวกับธุรกิจหรือการวางแผนการเงินต่างๆก็คิดว่าเขาเป็นศิลปินที่ดีแล้ว ปิกัสโซ่รวยนะ  norman rockwell ด้วย matisse ด้วย และอีกมากมาย

 

“เงินคือปีศาจ”

เงินคือเครื่องมือเท่านั้น มันไม่ใช่ปีศาจหรือมันไม่ใช่สิ่งที่ดี   มันแค่ทำในสิ่งที่คุณบอกให้ทำมันก็เหมือนกับค้อน(คือเครื่องมือชนิดหนึ่ง) การไล่ตามเงินฉันจำเป็นที่จะมีชีวิตอยู่ในที่อยู่บนโลกนี้โดยส่วนมาก ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะให้คุณค่าทางศิลปะในเชิงเงินหรือพาณิชย์ ทำให้คุณสามารถเลี้ยงตัวเองและหาที่คุ้มหัวให้กับครอบครัวตัวเองได้

 

“ฉันไม่ต้องการการฝึก ฉันเก่งอยู่แล้ว”


แน่นอนคุณอาจจะเจ๋งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทบางอย่าง เพนท์ภาพที่ทำให้เกิดความรู้สึก หรืออาจจะมีงานฮิตซักงานนึง  ศิลปินที่ยอดเยี่ยมฝึกฝนตัวอยู่ตลอดเวลาและอยู่เบื้องหลังงานที่น่าดึงดูด

 

“ครอบครัวและเพื่อนของบอกว่าฉันเก่ง”

แน่นอนว่าเขาต้องทำอย่างนั้นเขารักคุณนี่ คุณเชื่อใจในความคิดเห็นของเขาไหมมันดีที่จะมีผู้จัดสนุนและผู้คนที่รักคุณ แต่การที่จะมีอาชีพที่ยั่งยืนคุณต้องการการยอมรับจากผู้คนที่ไม่รู้จักคุณเลย

 

“ฉันต้องการงานประจำ”

ในขณะที่คุณต้องการเงินคุณยังต้องการเวลาสำหรับศิลปะของคุณด้วยถ้างานประจำของคุณมันฆ่าความคิดสร้างสรรค์ของคุณและทำให้คุณไม่มีเวลาที่จะทำงานศิลปะดังนั้นถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเราเห็นมันเกิดขึ้นได้บ่อยถ้าความคิดสร้างสรรค์ของคุณหรือลอยไปความสามารถในการทำงานประจำของคุณก็จะหลุดลอยไปด้วย

 

“ฉันไม่ต้องการงานประจำ”

ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณเอาแต่ใช้เวลาศิลปินทั้งวันโดยไม่ข้องเกี่ยวกับโลกแห่งความเป็นจริงๆเลย คุณไม่สามารถที่จะซื้ออุปกรณ์ ไม่สามารถที่จะได้รับการฝึกฝน ในขณะที่ท้องหิวไส้กิ่วได้

 

“มันโอเคที่จะขายวิญญาณ”


แค่การเป็นศิลปินมันยากมันไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทำในสิ่งที่ง่ายเพื่อที่จะได้เงินมา คุณไม่จำเป็นต้องทำศิลปะที่มันปลอดภัยเพราะว่าคุณรู้ว่าคุณจะชอบมัน ศิลปินที่เรารู้จักหลายๆคนประสบความสำเร็จอย่างกว้างเพราะว่าเขาทำในสิ่งที่ตัวเขามีความสุข ขายวิญญาณก็คือคุณรู้ว่าคนอื่นชอบอะไรแล้วคุณก็ทำไปตามนั้นแต่มันไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากทำจริงๆ

 

“ฉันไม่สามารถปฏิเสธทุกโอกาสที่มาสู่เส้นทางของฉันได้”

คุณอาจจะมีเวลาเยอะในการสร้างงานศิลปะแต่ถ้าคุณนำเวลานั้นไปทำงานที่ได้เงินน้อยหรือไม่ได้เงินเลยคุณก็จะเสียโอกาสในการทำงานที่ได้เงินเยอะกว่าแล้วสามารถเลี้ยงคุณได้ไปดังนั้นอย่ารับอะไรที่ต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง

 

“ฉันไม่ต้องการเทคโนโลยี”     

บางคนชื่อว่าการใช้งานของเขาไปสู่อินเตอร์เน็ตนั้นทำให้มันราคาดูถูกลง คุณต้องการที่จะถูกค้นพบในโลกออนไลน์ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ขายงานในโลกออนไลน์ก็ตามเพราะว่าคุณจะค้นคว้าคุณก่อนที่เขาจะทำการซื้องานของคุณ

 

“ ฉันทำทุกอย่างถูกต้องในธุรกิจของฉัน”

ถ้าธุรกิจของคุณดี  คุณทำเงินเพียงพอ และคุณไม่ต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องเงิน ก็ดีค่ะ แต่จากที่เรารู้มามีศิลปินหลายคนเอามือเกาหัวแล้วพูดกับตัวเองว่า “ฉันทำทุกอย่างแล้วนะ ฉันทำอะไรผิดไปเนี่ย” ถ้ามันไม่เวิร์ค แปลว่าคุณทำมันผิดค่ะ ให้ขอความช่วยเหลือโดยด่วน

 

อ้างอิง

-หนังสือ How to sell your art online | Cory Huff

The post ศิลปิน ที่ประสบความสำเร็จคิดกันอย่างไรกับความเชื่อผิดๆในงานศิลปะ appeared first on ILLUSTCOURSE.



from WordPress http://ift.tt/2q0w2NU
via IFTTT

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม